“เมื่อทำดีที่สุดแล้ว ได้แค่ไหนแค่นั้น อย่าไปฝืนทำอะไรที่ทำไม่ไหว หรือไม่ชอบที่จะทำ”
ศ. พญ. อรุณวรรณ พฤทธิพันธุ์
หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบหายใจในเด็ก
หัวหน้าศูนย์โรคการนอนหลับ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
นายกสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย 2559 – 2563
กรรมการบริหารราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
บทสัมภาษณ์จากวารสาร IDV ฉบับที่ 88 ปี 2563
แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขากุมารเวชศาสตร์ โรคระบบการหายใจ และการนอนหลับ
จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนจิตรลดา แรงบันดาลใจในการเรียนแพทย์ เริ่มจากตอนเด็กมีความฝันอยากเป็นครู แต่ด้วยความที่คุณพ่อเป็นสูตินรีแพทย์ และอยากให้เราเป็นแพทย์ พ่อบอกว่าเป็นแพทย์ก็จะได้เป็นครูเหมือนกัน จึงตัดสินใจเอนทรานซ์เข้าคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ตอนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ได้ทำกิจกรรมหลายอย่าง เช่น เป็นรองหัวหน้าชั้น เป็นนักกีฬาเทนนิส เข้าวงเล่นดนตรีไทย และร่วมทำกิจกรรมกับชมรมต่าง ๆ
หลังจากจบแพทย์ ได้ไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ 1 ปี และไปที่โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบอีก 1 ปี หลังจากนั้นได้มาเทรนแพทย์ประจำบ้านทางด้านกุมารเวชศาสตร์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี 3 ปี เหตุที่ชอบกุมารแพทย์ เพราะไม่ชอบหัตถการ เวลาเข้าไปในห้องผ่าตัด เราจะเครียด อะไรที่เป็นการผ่าตัดจะต้อง rule out ออกไปก่อน ก็จะเหลือ med กับกุมารฯ เวลาเรียน med ต้องทบทวนประวัติคนไข้หนามาก แต่เด็กมีประวัติไม่มาก จึงเลือกเรียนกุมารฯ อาจารย์กุมารฯ น่ารัก ดูแลนักศึกษาแพทย์ดีมาก จากนั้นเป็นจังหวะชีวิต ศ.เกียรติคุณ นพ. ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ ชักชวนให้มาเป็นอาจารย์ ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งของคุณพ่อที่อยากให้เป็นอาจารย์ที่รามาฯ ตอนนั้นสาขาที่ชอบมีอยู่ 2 สาขา คือโรคระบบหายใจ และทารกแรกเกิด คิดว่าเรียนโรคระบบหายใจน่าจะดี เพราะรู้สึกสนุกในการดูแลทางด้านระบบหายใจ ถ้ารักษาถูกต้องทันท่วงที เด็กมีโอกาสหายสูง คิดว่าเป็นโรคที่ช่วยคนไข้ได้มาก การใช้เครื่องช่วยหายใจเหมือนเป็นการต่อชีวิตให้กับคนไข้เรียน fellow อีก
2 ปี ก็เป็นอาจารย์ จากนั้น ศ.เกียรติคุณ พญ. สุภรี สุวรรณจูฑะ ช่วยติดต่อ Professor Mark C. Rogers ให้จึงได้ไปเรียนที่ The Johns Hopkins Hospital ประเทศสหรัฐอเมริกา 2 ปี ตอนนั้นโชคดีมาก เพราะมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่เป็น Pediatric sleep medicine ด้วยกัน 3 คน คนแรกคือ Prof. Dr. Carole L. Marcus เป็นผู้บุกเบิกในสาขาวิชา Pediatric sleep คนที่สอง Prof. Dr. Gerald M. Loughlin คนที่สาม คือ Prof. Dr. John L. Carroll ทั้ง 3 คน เป็นบรรณาธิการหนังสือ Sleep and Breathing in Children ซี่งเป็นหนังสือด้านการนอนหลับและการหายใจในเด็กเล่มแรก ๆ ตอนนั้นถือว่าเป็นจังหวะชีวิตที่โชคดีมาก Prof. Dr. Gerald M. Loughlin ยังแซวเล่น ๆ ว่า ท่าทางอรุณวรรณจะกลับไปเป็นหมอทาง pediatric sleep คนแรกของ Southeast Asia พอกลับมาต้องทำงานทาง chest กับ ICU แล้วต้องทำทาง sleep ด้วย นั่งอ่าน sleep test ตอน 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืน ตอนนั้นงานหนักมาก แต่ความที่ชอบทาง sleep ก็ทำงานทางด้าน Pediatric sleep ต่อยอดมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบัน
สิ่งที่รู้สึกภูมิใจมากที่สุด
สิ่งที่ภูมิใจแรก ภูมิใจเรื่องงาน ทางด้าน sleep ได้ทำงานมาตั้งแต่คนไม่รู้จัก ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญอะไร สู้งาน จนสามารถสร้างแล็บที่ตรวจการนอนหลับในเด็กที่ได้มาตรฐานสากล และขยายงานทางด้าน Pediatric sleep แล้วมาเป็นหัวหน้าศูนย์โรคการนอนหลับ โรงพยาบาลรามาธิบดี ดูแลทั้งผู้ใหญ่และเด็ก จนถึงระดับประเทศ เป็นนายกสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2559 – 2563 ได้รับความร่วมมือจากหมอทุกสถาบันที่ทำงานทาง sleep ในประเทศไทย มาช่วยกันบุกเบิกงานด้านsleep ได้รับรางวัลระดับโลก คือ รางวัล Distinguished Activity Award จาก World Sleep Society ที่ Vancouver ประเทศแคนาดา โดยสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย ได้รับรางวัลในการจัด World Sleep Day ในระดับนานาชาติ ถึง 3 ปีติดต่อกัน จาก World Sleep Society งานทางด้านโรคปอดเด็ก ได้รับรางวัลระดับโลก ที่เขาใช้ชื่อว่า Governor’s Community Service Award เรื่องการใช้เครื่องช่วยหายใจที่บ้านในเด็ก ไปรับรางวัลที่ Universal Studios Florida ประเทศสหรัฐอเมริกา จาก The American College of Chest Physicians ในฐานะที่เป็นผู้เสียสละและบุกเบิกงานทางด้านการช่วยให้คนไข้กลับบ้านพร้อมกับเครื่องช่วยหายใจไปดูแลต่อที่บ้านได้ แล้วก็มีงานด้านนวัตกรรมที่ได้รับอนุสิทธิบัตรหลายชิ้น งานที่ทำเรื่องอุปกรณ์ทางระบบหายใจ จะมีกล่องตุนออกซิเจน หรือ oxygen box ซึ่งบริจาคให้โรงพยาบาลทั่วประเทศพันกว่า box ให้เพื่อนช่วยดีไซน์ และติดต่อ บริษัท อริยทอยส์ ให้ผลิตนวัตกรรม oxygen box ผลิตจุ๊กล้างจมูก จำหน่ายที่ โรงพยาบาลรามาธิบดี
สิ่งที่ภูมิใจต่อมา ภูมิใจที่ได้สร้างคน เพราะหน้าที่ของเราคือ การสร้างคนรุ่นใหม่ไว้ ให้เขาเก่งกว่าเราสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย ได้เป็นแกนหลักที่ทำให้มีการเปิดเทรน sub board เป็นสาขาสุดท้ายที่แพทยสภารับรอง ให้เป็นวุฒิบัตร sleep medicine จากการนำโดย ศ.เกียรติคุณ นพ. ประพาฬ ยงใจยุทธ ศ.เกียรติคุณ พญ. คุณนันทา มาระเนตร์ และเราเป็นคนสานต่อ ทางสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย ได้ไปร่วมมือกับ 4 ราชวิทยาลัย อันได้แก่ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์ ประเทศไทย ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมมือกันผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทาง sleep ที่ครอบคลุมทุกด้าน
แล้วก็ภูมิใจ เรื่องครอบครัว ต้องขอบคุณ คุณพ่อ นพ. สุหัท ฟุ้งเกียรติ คุณแม่ น.อ.หญิง พญ. ทรงศรี ฟุ้งเกียรติ ที่ปูพื้นฐานให้เราเป็นแบบนี้ คือ อะไรที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ถ้าทำได้ไม่ยากนัก ก็จะพยายามทำ พยายามช่วย วัยเด็ก รู้สึกว่าโชคดีกว่าคนอื่น มีอะไรสมบูรณ์แบบมากกว่าคนอื่น เราก็น่าจะช่วยคนอื่นได้ให้เขามีโอกาสที่ดีขึ้น และสามี ศ.เกียรติคุณ นพ. แสงชัย พฤทธิพันธุ์ เป็นปรมาจารย์แพทย์ผ่าตัดส่องกล้องทางนรีเวช เป็นผู้สนับสนุนงานทุกอย่าง มีลูก 3 คน คนแรก พญ. นวลวรรณ ลีลาภัทรพันธุ์ เป็นอาจารย์แพทย์ที่ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี คนที่สองเป็นทันตแพทย์ ชื่อ นันทิชา หรือกะทิ ตอนนี้ไปเรียนต่อทางด้านรากฟัน คนที่สาม เป็นนักศึกษาแพทย์ อยู่มหาวิทยาลัยสยาม ชื่ออุทัยวิทย์ ส่วนใหญ่ต้องเอางานไปทำที่บ้าน เบียดบังเวลาครอบครัว ต้องขอบคุณทางครอบครัวที่เข้าใจ ยอมให้เราทำงานเพื่อส่วนรวม

ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ
ปัจจัยแรก มีความอดทนต่อความยากลำบาก ถ้าเห็นว่าอะไรที่คิดว่าทำแล้วมีประโยชน์ก็จะทำ ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ทำด้วยความยากลำบาก ก็จะมุ่งมั่นทำต่อให้ถึงที่สุด เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจที่บ้าน เมื่อพิจารณาดูก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์เป็นสิ่งที่คนอื่นอาจจะไม่เคยทำ หรือเคยทำมาแล้วแต่ไม่ได้ทำเป็นระบบ แม้จะเกิดความยากลำบาก ก็มีความมุ่งมั่นที่จะทำต่อ คุณพ่อบอกว่า คนเราอย่ากลัวงาน ต้องพยายามทำให้ได้ทุกอย่าง ถ้ามีงานหลายอย่างมาพร้อมกัน ต้องรู้จักจัดความสำคัญ จัดงานไว้ในลิ้นชัก แล้วทำงานทีละลิ้นชัก ทำให้เสร็จทีละงาน อย่าไปพะวงหลายเรื่องพร้อม ๆ กัน คนเรามีเวลาวันละ 24 ชั่วโมง ไม่มากไปกว่านี้ ทำงานได้แค่ไหนแค่นั้นแล้วก็ต้องนอน
ปัจจัยที่สอง มีใจรักในการทำงาน เริ่มจากการทำในสิ่งที่มีประโยชน์ พอนึกถึงผลงานที่จะเกิดขึ้น การทำให้คนไข้ดีขึ้น เราก็มีความสุข เกิดความภาคภูมิใจในผลของการทำงาน ทำงานจะให้ดีต้องไม่ฝืนตนเอง เมื่อเราอยากทำชอบที่จะทำ งานนั้นมักจะสำเร็จ เช่น การทำเรื่อง sleep medicine เราก็คิดว่าคนไทยน่าจะได้รับการดูแลเรื่องการนอนหลับให้ดีขึ้นได้นะ อยากให้หมอมีความรู้เรื่องการนอนหลับมากขึ้น ถ้าคุณภาพการนอนของคนเราดีขึ้น คุณภาพชีวิตโดยรวมก็จะดีขึ้น อยากให้เมืองไทยรู้เรื่องการนอนหลับให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ถึงเวลาแล้วที่เราจะมีหมอที่เชี่ยวชาญด้าน Sleep โดยเฉพาะ เราก็จะพยายามทำในสิ่งที่เราทำได้ หรือมีโอกาสอะไรก็จะพยายามทำต่อจนสำเร็จ
กว่าจะประสบความสำเร็จ มีอุปสรรคอย่างไร
อุปสรรคที่สำคัญ คือ เรื่องเวลาในการทำงาน อย่างจะตีพิมพ์เอกสารเรื่องหนึ่งไปที่วารสารต่างประเทศอยากทำมาก และคิดว่าทำได้ ไม่เกินความสามารถ ปรากฏว่าไม่มีเวลา ต้องทำงานอื่นอีกหลายอย่าง จนต้องมานั่งทำเอกสารถึงตีสี่ งานมีหลายเรื่องมาก ทั้งเรื่องที่ทำงาน รามาฯ สารพัด ครอบครัว งานส่วนตัวและยังต้องทำงานเอกชนอีกด้วย เราอาจจะเป็นคนทำงานช้า งานแต่ละอย่างออกมาช้าเกินไป อยากจะทำงานให้เร็วกว่านี้ แก้ไขโดย 1. ไม่ทำงานที่ไม่จำเป็น กระจายงาน และพยายามให้คนอื่นมาทำแทนในสิ่งที่สามารถช่วยได้ 2. จัดลำดับความสำคัญของงาน เพราะบางทีมีเข้ามาพร้อมกันหลายเรื่อง
อุปสรรคอีกอย่าง คือ ในอดีต คนยังไม่เห็นความสำคัญของเรื่อง sleep ตอนที่กลับมาจากอเมริกาใหม่ ๆ ผู้บริหารบางท่านไม่สนับสนุนในการขอซื้อเครื่อง sleep แต่เรารู้ว่าจะมีประโยชน์ต่อไปในอนาคต ก็เลยไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิท พยายามอธิบายให้เห็นว่า sleep มีประโยชน์มาก ถ้าเขาบริจาคเครื่องให้กับเรา จะทำให้ช่วยคนได้มาก ตอนนั้นได้คุณวรางคณา ล่ำซำ ให้ทุนมาหนึ่งล้านบาท ให้มาซื้อเครื่อง sleep test เอามาใส่ในตู้ไม้ใส่ล้อให้เคลื่อนย้ายได้ มีคุณอัญชลี ลี้จากภัย เป็น sleep technician คนแรกที่มาช่วย ตอนนั้นลำบากมาก ไม่มีสถานที่ให้ตั้งเครื่อง เครื่องต้องเคลื่อนย้ายไปย้ายมา ใช้ทั้งการบริการ การเรียนการสอน และการวิจัย หลังจากที่ทำ sleep ในเด็กมาพอสมควร มีผลงาน มีคนมาเชิญไปบรรยาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าศูนย์ sleep ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยโครงสร้างของศูนย์ sleep เป็นสหสาขาวิชา ที่อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากแก้ไขเรื่องใด
อยากแก้ไขให้ตัวเองทำงานเร็วขึ้น เพราะกว่างาน แต่ละอย่างจะออกมา ต้องใช้เวลามาก ถ้าทำงานได้เร็วขึ้นคงจะดีกว่านี้ น่าจะทำชิ้นงานได้มากกว่านี้ เพราะตอนนี้มีงานที่ยังไม่ทำอีกหลายเรื่อง
บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน
ท่านแรก คือ ท่านผู้หญิงทัศนีย์ บุณยคุปต์ และท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ เป็นต้นแบบของความเป็นครู คือคนที่รักลูกศิษย์จริง เสียสละ เป็น role model ของความเป็นครู อยากให้ลูกศิษย์ได้ดี ถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกศิษย์และมีความหวังดี ชื่นชมกับลูกศิษย์ ให้กำลังใจ ช่วยเหลือเมื่อลูกศิษย์มีปัญหาตั้งแต่สมัยโรงเรียนจิตรลดา จนกระทั่งปัจจุบันอาจารย์ก็ยังมีเมตตาศิษย์และครอบครัวอยู่เสมอ
ท่านต่อไป คือ ศ.เกียรติคุณ พญ. สุภรี สุวรรณจูฑะ อาจารย์เป็นคนบุกเบิก เริ่มต้นทำงานทางด้านโรคระบบหายใจในเด็กในประเทศไทย เป็นอาจารย์ที่ดีมาก คือชอบในการสอน รักในการสอน ปลูกฝังความเป็นครูให้กับเรา สอนให้รู้จักการดูแลคนไข้ทางด้านระบบหายใจแบบองค์รวม ด้านการติดต่อกับต่างประเทศ อาจารย์เป็นอาจารย์ตัวอย่างของ สภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับพระราชทานรางวัลของมหาวิทยาลัยมหิดล สาขาความเป็นครู จาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินับไม่ถ้วน
อีกท่าน คือ Prof. Dr. Carole L. Marcus เป็นผู้บุกเบิกทางด้าน Pediatric sleep ในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ที่มีความรอบรู้สูงมาก ฉลาด และสามารถทำการวิจัย ซึ่งตอบโจทย์ปัญหาของคนไข้ได้เป็นอย่างดี เป็นคนที่สอนให้เห็นความสำคัญของ sleep ในเด็กเป็นคนแรก คล้ายเปิดโลกทัศน์ทาง sleep ให้กับเราแล้วยังแนะนำให้คนต่างชาติในวงการ sleep รู้จักเราด้วย ทุกครั้งที่ไปประชุมด้าน sleep ก็จะได้ไปพักไปเที่ยวต่อกับ Carole สนิทกันมาก เสียใจมาก ๆ ที่ Carole จากไปอย่างกะทันหันเมื่อ 2 ปีก่อน

คติหรือหลักการที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต
ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในเวลาที่เรามีอยู่ เมื่อทำให้ดีที่สุดแล้ว ได้แค่ไหนแค่นั้น อย่าไปฝืนทำอะไรที่เราทำไม่ไหว หรือไม่ชอบที่จะทำ
มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร ทิศทางอนาคตเป็นอย่างไร
การแพทย์เมืองไทยน่าจะเป็นยุคของแพทย์รุ่นใหม่ เพราะตอนนี้อะไรทุกอย่างเป็นดิจิตอลไปหมด แม้แต่การดูแลคนไข้ ในอนาคตน่าจะมีดิจิตอลเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน ประชากรในประเทศไทยช่วงนี้มีผู้สูงวัยเป็นจำนวนมาก ตอนนี้การดูแลทางการแพทย์ของเราคงมุ่งไปอยู่ที่สุขภาพ และการดูแลผู้สูงวัยมากขึ้นกว่าทางเด็ก แพทย์เด็กน่าจะมีจำนวนคนไข้น้อยลง อยากจะให้เน้นไปทางด้านคุณภาพมากกว่าปริมาณ เช่น สามารถรักษาคนไข้ที่มีความเจ็บป่วยซับซ้อนมากขึ้น มากกว่าสมัยก่อน ไม่เน้นปริมาณ เน้นการรักษาที่ยุ่งยากใช้เทคโนโลยีระดับสูงขึ้น ๆ
ข้อแนะนำให้แพทย์รุ่นใหม่ว่าจะประสบความสำเร็จต้องทำอย่างไร
แพทย์ทั่วไป ขอให้มีความภูมิใจว่าเราได้มีโอกาสเป็นแพทย์ ซึ่งมันยากในสังคมไทย กว่าจะเรียนเข้ามาเป็นแพทย์ได้ เท่ากับเราต้องขยัน มานะบุกบั่นมากพยายามที่จะรักษาความเป็นแพทย์เอาไว้ให้ดีที่สุด อย่าไปทิ้งโอกาส อยากให้ทุกคนพยายามหาความรู้ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย สามารถที่จะค้นหาแหล่งที่มาของความรู้ในเวลาอันสั้นได้ นำมาใช้ในการดูแลรักษาคนไข้หรือในการปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว พยายามทำให้ดีที่สุดในแต่ละจังหวะของการเป็นแพทย์ เช่น ตอนเรียนก็เรียนเนื้อหาวิชาความรู้ให้ติดตัวเราให้ได้มากที่สุด ตอนที่ไปใช้ทุน ก็พยายามหาประสบการณ์ในการเป็นแพทย์ใช้ทุน หรือการทำหัตถการต่าง ๆ ให้ดีที่สุด หลังจากนั้นเมื่อเราได้มาเทรน ขอให้เลือกในสิ่งที่ตนเองชอบ ถ้าเป็นสิ่งที่เราชอบจริง เราจะทำสิ่งนั้นได้ดี เมื่อจบจากการเป็นแพทย์ อย่าลืมเรื่องครอบครัว ถ้ายังไม่มีครอบครัวก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าจะคิดสร้างครอบครัวก็เป็นโอกาสอันดีที่จะสร้างครอบครัวให้ดีที่สุด ถ้าครอบครัวเรามีพื้นฐานที่ดี จะทำให้ต่อยอด ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในการทำงานต่อไปด้วย
แพทย์ทางด้านระบบหายใจ ต้องเป็นคนที่ดูแลคนไข้แบบองค์รวมได้ดี เพราะโรคระบบหายใจจะไปเกี่ยวข้องกับหลายสาขาวิชา เช่น ระบบหายใจจะต้องไปดูคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคระบบประสาทโรคทางด้านมะเร็งโลหิตวิทยา มีทักษะในการที่จะประยุกต์เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลทั้งระบบหายใจให้เหมาะสมกับการดูแลคนไข้แต่ละคนได้ ตลอดจนการสอนผู้ปกครองในการดูแลต่อที่บ้านสามารถทำงานร่วมกับพยาบาล และผู้ร่วมงานทุกระดับได้ดี
สำหรับแพทย์การนอนหลับ ต้องมีความอดทนสูง งาน sleep เป็นงานที่ทำตอนกลางคืน เพราะฉะนั้นเป็นงานหนักอีกแบบที่ต้องทำงานคู่กับ technician ซึ่งจะมาช่วยดูแลคนไข้ตอนกลางคืน ต้องเข้าใจคนไข้ที่มีปัญหาทาง sleep ซึ่งบางทีคนไข้พูดหลายครั้ง จำไม่ได้ เพราะขณะหลับ สมองเขาขาดออกซิเจนบางทีพูดอะไรกัน สื่อสารอะไรกัน เขาอาจจะเข้าใจน้อยกว่าที่เราคาดหวังไว้ ต้องมีความอดทนกับคนไข้อดทนกับวิชาชีพที่ต้องทำงานกลางดึก ในขณะที่คนอื่นเขาหลับกัน

