นพ. จักรกฤษณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา
ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
สรุปงานประชุมวิชาการกลางปี 2562 ครั้งที่ 17 จัดโดย สมาคมโรคหลอดเลือดแดงแห่งประเทศไทย วันที่ 26 กรกฎาคม 2562
โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อที่มีความสำคัญ และเป็นสาเหตุของความตาย และความพิการอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย การลดอัตราการตายและพิการจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ต้องอาศัยการเฝ้าระวังและดูแลเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรค ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การประเมินความเสี่ยงทางหัวใจและหลอดเลือด จะอาศัยแบบจำลองของปัจจัยเสี่ยงทางระบาดวิทยาเป็นหลัก เช่น ใน Framingham risk score หรือ Thai CV risk score อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นผลร่วมกันระหว่างทั้งปัจจัยเสี่ยงทางระบาดวิทยา และปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม และเนื่องจากปัจจัยเสี่ยงทางระบาดวิทยาส่วนใหญ่แล้วเป็นปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม (ในทางพันธุศาสตร์ “ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม” (environmental factors) หมายถึงปัจจัยใด ๆ ก็ตามที่ไม่ใช่ปัจจัยทางพันธุกรรม ดังนั้น จึงครอบคลุมไปถึงลักษณะเฉพาะของบุคคลนั้น ๆ เช่น เพศ อายุ การศึกษา หรือระดับไขมันในเลือดด้วย) การใช้ปัจจัยเสี่ยงทางระบาดวิทยาแต่เพียงอย่างเดียวมาประเมินความเสี่ยง จึงทำให้ยังไม่สามารถจะได้ภาพของความเสี่ยงที่ครบถ้วนได้
ความจริงแล้วในเวชปฏิบัติตามปกติ ซึ่งมีการซักถามประวัติความเจ็บป่วยในครอบครัว ก็เป็นการนำข้อมูลทางพันธุกรรมบางส่วนมาใช้ในการประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยร่วมไปด้วยโดยปริยายอยู่แล้ว แต่ในแบบจำลองความเสี่ยงตามแบบแผนมักไม่ได้นำข้อมูลส่วนนี้เข้ารวมไว้ด้วย เนื่องจากมักถูกเห็นว่าไม่ได้ให้ข้อมูลที่เพิ่มเติมขึ้นมามากนัก ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่ง ก็เนื่องมาจากว่าข้อมูลประวัติครอบครัวที่ได้จากการซักถาม เป็นแต่เพียงตัวประมาณปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมที่อยู่เบื้องหลังเท่านั้น
เมื่อเทคโนโลยีทางพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล มีการพัฒนามากขึ้น ทำให้เริ่มสามารถตรวจความผิดปกติที่ระดับยีน หรือตำแหน่งความหลากหลายทางพันธุกรรมต่าง ๆ ได้ ก็เริ่มมีการนำเทคโนโลยีในลักษณะนี้มาใช้เพื่อจะประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ในระยะแรก ๆ การตรวจลักษณะนี้ยังไม่ค่อยได้ผลดีมากนัก และในบางกรณียังอาจให้ข้อมูลที่ด้อยกว่าการซักถามประวัติครอบครัวโดยตรง ทั้งนี้ เนื่องจากกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด มียีนที่เกี่ยวข้องอยู่เป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกันกับโรคที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบซับซ้อน (complex inheritance) อื่น ๆ ทำให้การตรวจยีนแต่เพียงยีนเดียว หรือไม่กี่ยีน หรือตำแหน่งความหลากหลายทางพันธุกรรมที่มีจำนวนตำแหน่งไม่มากนัก ไม่สามารถสะท้อนความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่แท้จริงได้ ยกเว้นแต่เพียงในบางกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับยีนที่มีขนาดของผลสูง เช่น กลุ่มยีนก่อโรค familial hypercholesterolaemia (FH) เช่น LDLR และ PCSK9 ซึ่งอยู่ในกลุ่มยีนที่เริ่มถูกแนะนำให้ตรวจคัดกรองในประชากร เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งแบบจำลองทางพันธุกรรมที่มียีนเหล่านี้อยู่ด้วย จะสามารถพยากรณ์การเกิดโรคได้ค่อนข้างดี แต่นั่นก็เป็นแต่เพียงผลจากยีนเหล่านี้เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงความเสี่ยงส่วนใหญ่ในประชากร
อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีจีโนมในปัจจุบัน ทำให้สามารถนำข้อมูลทางพันธุกรรมจากทั้งจีโนมมาใช้ในการประเมินความเสี่ยงได้ ในลักษณะของการทำ polygenic risk score (PRS) ซึ่งก็ทำให้ได้แบบจำลองที่สามารถประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมได้อย่างแม่นยำมากขึ้น จนระดับความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่วัดได้จาก polygenic risk score นี้ อยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับความเสี่ยงของโรคพันธุกรรมแบบยีนเดี่ยว (monogenic diseases) ทีเดียว แม้ว่ารหัสพันธุกรรมแต่ละตำแหน่งด้วยตัวมันเอง จะส่งผลต่อโรคแต่เพียงเล็กน้อยก็ตาม และเมื่อนำมาใช้ร่วมกับข้อมูลปัจจัยเสี่ยงทางระบาดวิทยา ก็ทำให้ได้แบบจำลองที่สามารถพยากรณ์การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ดียิ่งขึ้น
ข้อดีที่สำคัญของการประเมินความเสี่ยงด้วยปัจจัยทางพันธุกรรม คือ การที่ทำให้สามารถคัดกรองผู้มีความเสี่ยงสูงได้ตั้งแต่ยังอายุน้อย และสามารถให้การดูแลป้องกันได้เร็วขึ้น และเป็นการตรวจเพียงครั้งเดียวแต่สามารถนำข้อมูลไปใช้ได้ในหลายโรค และหากต้องการประเมินความเสี่ยงของโรคอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก
ในอนาคตก็ยังอาจสามารถใช้ข้อมูลทางพันธุกรรม ที่เคยตรวจไว้แล้วมาคำนวณความเสี่ยงได้โดยไม่ต้องตรวจเพิ่มเติมอีก อย่างไรก็ตาม ในการนำการประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมไปใช้งาน จะต้องระวังว่าความเสี่ยงนี้ยังอาจยังไม่ได้รวมเอาความเสี่ยงจากปัจจัยเสี่ยงทางระบาดวิทยาอื่น ๆ เข้าไว้ด้วย และความเสี่ยงที่ประเมินโดยใช้แบบข้อมูลจากประชากรหนึ่ง อาจขาดความแม่นยำหากนำไปใช้ในประชากรอื่น เนื่องจากความแตกต่างทั้งทางด้านปัจจัยเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมในแต่ละประชากร และความแตกต่างของการกระจายตัวของปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมในแต่ละกลุ่มประชากร การสร้างแบบจำลองที่เหมาะสมในประชากรของตน จึงมีความสำคัญในกรณีนี้
ในสายดีเอ็นเอ นอกจากข้อมูลทางพันธุกรรมแล้ว ก็ยังมีข้อมูลอีกส่วนหนึ่งซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนสายดีเอ็นเอขึ้น โดยไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงรหัสทางพันธุกรรมโดยตรง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อการแสดงออกของยีนต่าง ๆ และยังสามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไปได้ ซึ่งการที่มีการเปลี่ยนแปลงบนสายดีเอ็นเอ ที่ส่งผลลักษณะนี้เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทาง epigenetic ซึ่งมีกลไกที่สามารถเกิดขึ้นได้อยู่สามกลุ่ม คือ
- การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของตัวดีเอ็นเอเอง เช่น การเกิด methylation บนสายดีเอ็นเอ
- การเปลี่ยนแปลงของโปรตีนฮิสโตนที่เกิดขึ้นหลังการแปลรหัส (posttranslational histone modification)
- การควบคุมการแสดงออกของยีน โดยอาศัยอาร์เอ็นเอที่ไม่ได้เป็นตัวสร้างโปรตีน (non-coding RNA) เช่น microRNA
ในปัจจุบันก็พบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทาง epigenetics ต่อความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดหลายชนิด ดังตัวอย่างในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงทาง epigenetics ในโรคหัวใจและหลอดเลือด

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทาง epigenetics มักเป็นผลมาจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม และเกิดขึ้นในภายหลังจากที่บุคคลนั้นเกิดมาแล้ว ระยะเวลาที่จะนำมาใช้พยากรณ์ความเสี่ยงในการเกิดโรคได้จึงสั้นกว่าการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมโดยตรง นอกจากนี้ การศึกษาด้าน epigenetics ของกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด ทำในผู้ที่เป็นโรคแล้ว จึงไม่สามารถบอกระยะเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเทียบกับการเกิดโรคได้ (ซึ่งต่างจากปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมที่จะมีมาตั้งแต่ต้น) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ยังดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นในระยะเฉียบพลันของโรค เช่น ในกรณีของ miR-499 ซึ่งมีความสัมพันธ์กับระดับของ creatine kinase และ high-sensitivity cardiac troponin T (hs-cTnT) จากข้อมูลที่มีในปัจจุบันการตรวจในลักษณะนี้ จึงอาจจะเหมาะที่จะนำมาช่วยในการวินิจฉัยโรค พยากรณ์ภาวะแทรกซ้อน หรือเลือกการรักษาที่เหมาะสม มากกว่าที่จะใช้ในการประเมินความเสี่ยงระยะยาวเพื่อการป้องกันโรค
ในปัจจุบันข้อมูลส่วนใหญ่ที่มีทั้งความเสี่ยงด้านพันธุกรรม และ epigenetics ยังอยู่ในระดับของการวิจัย และยังไม่ได้ถูกแนะนำให้นำมาใช้งานจริงในประชากร แต่ในอนาคตอันใกล้น่าจะมีการนำมาใช้งานมากขึ้น โดย polygenic risk score น่าจะถูกนำมาใช้เพื่อประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรม และ epigenetics makers อาจถูกนำมาใช้ทดแทน epidemiologic risk factors ได้บางส่วน ทั้งนี้ แบบจำลองที่น่าสนใจอีกแบบหนึ่ง คือ แบบจำลองร่วมระหว่างปัจจัยทางพันธุกรรม, epigenetics และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะครอบคลุมความเสี่ยงจากทุกส่วน และน่าจะเป็นแบบจำลองที่จะถูกนำมาใช้งานในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
- Bittencourt MS. Family history of cardiovascular disease: how detailed should it be? Mayo Clinic Proc 2018;93:1167 – 8.
- Costantino S, Libby P, Kishore R, Tardif JC, El-Osta A, Paneni F. Epigenetics and precision medicine in cardiovascular patients: from basic concepts to the clinical arena. Eur Heart J 2018 Dec 14;39(47):4150 – 4158.
- Devaux Y, Vausort M, Goretti E, Nazarov PV, Azuaje F, Gilson G, et al. Use of circulating microRNAs to diagnose acute myocardial infarction. Clin Chem 2012;58(3):559 – 67.
- Hivert MF, Vassy JL, Meigs JB. Susceptibility to type 2 diabetes mellitus–from genes to prevention. Nat Rev Endocrinol 2014;10(4):198 – 205.
- Inouye M, Abraham G, Nelson CP, Wood AM, Sweeting MJ, Dudbridge F, et al. Genomic risk prediction of coronary artery disease in 480,000 adults: implications for primary prevention. J Am Coll Cardiol 2018;72(16):1883 – 1893.
- Kato N, Loh M, Takeuchi F, Verweij N, Wang X, Zhang W, et al. Trans-ancestry genome-wide association study identifies 12 genetic loci influencing blood pressure and implicates a role for DNA methylation. Nat Genet 2015;47(11):1282 – 1293.
- Khera AV, Chaffin M, Aragam KG, Haas ME, Roselli C, Choi SH, et al. Genome-wide polygenic scores for common diseases identify individuals with risk equivalent to monogenic mutations. Nat Genet 2018;50(9):1219 – 1224.
- Knowles JW, Ashley EA. Cardiovascular disease: the rise of the genetic risk score. PLoS Med 2018;15(3):e1002546.
- Metzinger L, de Franciscis S, Serra R. The management of cardiovascular risk through epigenetic biomarkers. BioMed Res Int 2017;2017:9158572.
- Rask-Andersen M, Martinsson D, Ahsan M, Enroth S, Ek WE, Gyllensten U. Epigenome-wide association study reveals differential DNA methylation in individuals with a history of myocardial infarction. Hum Mol Genet 2016;25(21):4739 – 4748.
- Talmud PJ, Hingorani AD, Cooper JA, Marmot MG, Brunner EJ, Kumari M, et al. Utility of genetic and non-genetic risk factors in prediction of type 2 diabetes: Whitehall II prospective cohort study. BMJ 2010;340:b4838.
- Trerotola M, Relli V, Simeone P, Alberti S. Epigenetic inheritance and the missing heritability. Hum Genomics 2015;9:17.
- Wojcik GL, Graff M, Nishimura KK, Tao R, Haessler J, Gignoux CR, et al. Genetic analyses of diverse populations improves discovery for complex traits. Nature 2019;570(7762):514 – 518.

