CIMjournal

อาจารย์ นพ. สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา สาขาโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต


“ผมเป็นห่วงนโยบายสุขภาพในปัจจุบันที่เน้นการรักษาโรคเป็นหลัก แต่ให้ความสำคัญกับการป้องกันที่ต้นเหตุของโรค หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เพียงน้อยนิด”

รศ. นพ. สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา, MFRCPT
นายกสมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย
หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต

ผมจบมัธยมที่ รร.อัสสัมชัญ บางรัก ไม่ค่อยมีใครจากที่นั่นอยากเรียนหมอเลย แต่ผมอยากเรียนหมอตั้งแต่จำความได้ เป็นเพราะ 2 สาเหตุหลักคือ ผมรู้สึกชอบวิชาด้านวิทยาศาสตร์ เช่น ชีววิทยา เคมี มาก เรียกได้ว่าคลั่งไคล้ก็ว่าได้ แต่ไม่ชอบวิชาด้านการคำนวณเลย แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ สุขภาพของผมตอนเด็ก ๆ เป็นคนที่ป่วยบ่อยมาก จนคุณพ่อคุณแม่ต้องพาไปหาหมอบ่อยเกือบทุก 2 – 3 อาทิตย์เลยทีเดียว โดยคุณหมอที่ไปหาเป็นประจำก็คือ อาจารย์หมอปราโมทย์ วีรานุวัตติ์ ทุกครั้งที่ผมเจอหน้าคุณหมอไม่ว่าป่วยเป็นอะไร โรคก็จะหายวับไปในทันทีที่เห็นหน้าท่าน มันเป็นความประทับใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้รู้สึกว่า นี่แหละวิชาชีพที่เราอยากเป็นเมื่อโตขึ้น หลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อที่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็รู้สึกประทับใจกับคณาจารย์ การเรียนการสอน และความเป็นอยู่ตอนอยู่ที่สวนดอกมาก เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของเราเลย ผมรู้สึกว่า ที่สวนดอกไม่ได้สอนแค่วิชาการแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ผมกลับได้ถูกหล่อหลอมและเรียนรู้ “วิชาชีวิต” ที่สอนให้เราเป็น “คน” รู้จักครองตนให้เป็นหมอที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อม ๆ กัน ครูบาอาจารย์ท่านได้ปลูกฝังเสมอว่า การเป็นหมอ ไม่ใช่แค่ทำงานแล้วได้เงินมากมายอย่างที่สังคมมองพวกเราอย่างในทุกวันนี้ แต่อันที่จริง คำว่า “หมอ” ที่ดีมีความหมายลึกซึ้งในหลายมิติมาก หมอจะต้องเป็นผู้ที่มุ่งประโยชน์ของคนไข้เป็นอันดับหนึ่ง หมอจะต้องเป็นคนที่คนไข้ และญาติสามารถฝากชีวิตได้อย่างสบายใจ และดูแลคนไข้ทุกคนอย่างเต็มความสามารถเสมือนเป็นญาติของเราเอง ไม่ว่าเขาจะยากดีมีจนอย่างไรก็ตาม อันนี้ คือ ความหมายของวิชาชีพ “หมอ” ที่ผมได้รับการปลูกฝังและยึดถือปฏิบัติอย่างแน่วแน่ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

ตอนจบแพทย์ใหม่ ๆ ได้เจอคนไข้วิกฤตรายแรกอาการย่ำแย่มาก คิดว่าน่าจะไม่รอด แต่เราก็สู้เต็มที่ เฝ้าติดตามอาการของเขาแบบไม่ลดละ ไม่ได้นอนเลย พอวันรุ่งขึ้น คนไข้รายนั้น ฟื้นตื่นกลับมาเป็นปกติ รอดตายได้ และต่อมากลับบ้านได้อย่างปลอดภัย ตรงนี้แหละมันเป็นภาพแห่งความทรงจำและเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ของคนที่เป็นหมออย่างผมที่ได้ช่วยชีวิตคน 1 คน ไว้ได้สำเร็จ เราจึงเข้าใจคำว่าหมออย่างที่ครูบาอาจารย์พร่ำสอน

 

 

————————————–

จบแพทย์ใหม่ ๆ เจอ
คนไข้วิกฤตรายแรก
อาการย่ำแย่มาก ไม่น่ารอด
แต่เราก็สู้เต็มที่ เฝ้าติดตามอาการ
ไม่ได้นอนเลย พอวันรุ่งขึ้น
คนไข้ฟื้นกลับมาเป็นปกติ
รอดตายกลับบ้านได้
เป็นภาพความทรงจำและ
ความภูมิใจเล็ก ๆ ของผมที่ได้
ช่วยชีวิตคน 1 คน ไว้ได้สำเร็จ 

————————————–


สำหรับการเลือกสาขา ผมสนใจงานอายุรกรรมช่วงที่เรียนแพทย์อยู่ ปี 5 – 6 ได้เจอคนไข้ผู้ใหญ่ รู้สึกพูดคุยง่ายกว่าเด็ก ประกอบกับได้เจอ idol ในชีวิตหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์หมอปราโมทย์ วีรานุวัตติ์ ซึ่งท่านก็จบ American board และอาจารย์อีกหลาย ๆ ท่านที่เชียงใหม่ เราก็อยากเท่ห์ อยากไปเรียนเมืองนอกแบบท่าน ก็เลยต้องไปสอบ ECFMG และ USMLE เตรียมไว้ พอเรียนจบปี 6 ของแพทย์ที่เชียงใหม่ อาจารย์ปราโมทย์ ท่านก็ชวนและถามว่า อยากเป็นอาจารย์แพทย์ไหม ผมก็ตอบว่าอยากเป็นมาก ท่านก็เลยช่วยประสานหาตำแหน่ง และทุนไปศึกษาต่อที่อเมริกาให้ โดยเบื้องต้นให้มาช่วยงานที่คณะแพทยศาสตร์ มศว ซึ่งตอนนั้นตั้งอยู่ที่วชิรพยาบาล ผมได้มีประสบการณ์ทำงานดูแลผู้ป่วยจริง ๆ ที่วชิรพยาบาล อยู่ประมาณ 1 ปี ก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ตามที่ตั้งใจหวังไว้ โดยตอนแรกได้ไปเป็น intern & resident อายุรศาสตร์ ที่ George Washington University ที่เมืองวอชิงตัน ดีซี ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปเรียนด้าน Neurology แต่พอได้ไปเจอคนไข้ neuro จริง ๆ ที่อเมริกาแล้ว ส่วนใหญ่เป็น Stroke และนอนติดเตียงกันหมด ทำให้รู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นสาขาที่ใช่ เพราะผมอยากเรียนสาขาที่เราสามารถเปลี่ยนคนไข้ที่แย่ ให้ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน สุดท้ายก็เลยชอบและมาจบที่สาขา Pulmonary & Critical Care เพราะเวลาเราทำงานใน ICU เหมือนกับเราทำงานอยู่อาณาจักรของตัวเราเอง

ทุกครั้งที่เราสามารถทำให้ชีวิตของคนไข้ ICU ฟื้นกลับมาดีขึ้นได้ เรียกได้ว่า โดนหามเข้ามา ICU แต่สามารถเดินกลับออกไปได้เอง หรืออย่างน้อยก็นั่งรถเข็นออกไปได้ เราจะรู้สึกภูมิใจและดีใจที่เรามาเป็นหมออยู่ตรงนี้ อาณาจักรที่เราต้องยื้อยุดฉุดกระชากชีวิตของคนไข้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเรากับยมทูต นี่แหละคือ คำว่า “หมอ” ที่แท้จริงสำหรับผม


สิ่งที่รู้สึกภูมิใจมากที่สุดทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต

ในด้านการทำงาน สิ่งที่ผมภาคภูมิใจที่สุดคือ การได้รับโอกาสและความไว้วางใจจากอาจารย์ผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านที่ได้เปิดโอกาสให้ผมเข้ามามีส่วนในการพัฒนางานใหญ่ ๆ ในระดับประเทศ 2 ส่วน ได้แก่ งานด้านการควบคุมยาสูบ รวมทั้งระบบบริการเลิกบุหรี่ของประเทศไทย และงานด้านเวชบำบัดวิกฤต

สำหรับงานด้านการควบคุมยาสูบและระบบบริการเลิกบุหรี่นั้น ตอนผมกลับมาจาก fellowship training จากต่างประเทศได้ไม่นาน น่าจะราว ๆ ปี 2552 ผมก็ได้รับการติดต่อจาก ศ. นพ. สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล ซึ่งตอนนั้นเป็นคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มศว และ ศ. พญ. สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (นายกแพทยสภา ท่านปัจจุบัน) ท่านได้ชวนให้มาทำงานด้านบริการเลิกบุหรี่ ผมก็งง ๆ ผมก็ยังถามท่านกลับไปว่า

“จะให้ผมมาทำอะไรกับเรื่องนี้หรือครับ ” เพราะตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย และประเทศไทยก็ยังไม่มีระบบบริการเลิกบุหรี่ใด ๆ ที่จะรองรับคนไทยที่อยากเลิกบุหรี่อย่างเป็นรูปธรรมเลย  อาจารย์จึงส่งให้ผมไปฝึกอบรมด้านนี้เพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง และในปีเดียวกันนั้นเอง ผมก็ได้มีโอกาสติดตามคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งตอนนั้นเดินทางมาประเมินศักยภาพด้านนี้ของประเทศไทยพอดี ผมก็เลยได้โอกาสติดสอยห้อยตามคณะผู้เชี่ยวชาญนี้ไปทุกที่เลย ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะได้อะไร แต่ตรงกันข้าม กลับได้เรียนรู้กระบวนการคิดและกระบวนการทำงานของผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มาอย่างมากมาย จากจุดนั้น ผมจึงได้ก่อตั้งบริการเลิกบุหรี่ให้เป็นรูปธรรมขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยใช้ชื่อว่า โครงการคลินิกฟ้าใส โดยมีแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และ สสส. เป็นผู้ให้ทุน โดยมีแนวคิดว่า ในเมื่อเรามีร้านสะดวกซื้อ 7-Elelven อยู่ทั่วทุกหัวมุมถนนเต็มไปหมด แล้วทำไมประเทศไทยจะมีแฟรนไชส์ภาครัฐที่รองรับผู้ที่สนใจเลิกบุหรี่ที่อยู่ครอบคลุมทั่วทุกหัวมุมถนนอย่างร้าน 7-Eleven บ้างไม่ได้ โดยเฉพาะหากบริการเหล่านั้นมีคุณภาพและมีเครื่องไม้เครื่องมือที่เหมาะสมและดีพอ จึงริเริ่มทำโครงการ “คลินิกฟ้าใส” ขึ้น โดยมีคลินิกในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเข้าร่วมโครงการช่วงแรกสุด จำนวน 5 แห่ง แล้วเราก็จัดการเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและคลินิก เช่น มีการฝึกอบรมเทคนิคการให้คำปรึกษาในการเลิกบุหรี่แก่บุคลากร มีงบประมาณในการจัดกิจกรรมรณรงค์ในพื้นที่ มีอุปกรณ์ในการตรวจวัดลมหายใจเพื่อช่วยคอนเฟิร์มว่า คนไข้ได้เลิกบุหรี่จริงหรือไม่ และที่สำคัญคือมียาช่วยเลิกบุหรี่ให้ในรายที่จำเป็น ปรากฏว่า โครงการประสบความสำเร็จอย่างมาก จาก 5 แห่งในปี 2552 ขยายไปเป็น 564 แห่งในขณะนี้ ได้ช่วยให้คนที่ติดบุหรี่จำนวนมากได้มีโอกาสเลิกขาดจากบุหรี่ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เมื่อทำงานด้านนี้ไประยะหนึ่ง เราจะเริ่มสังเกตได้ว่าการที่เราจะพัฒนาระบบบริการเลิกบุหรี่ให้มีความยั่งยืนต่อไปได้นาน ๆ จำเป็นจะต้องมี infrastructure เชิงระบบเพื่อรองรับงานนี้ให้เข้มแข็งด้วย จากจุดนั้น เราจึงได้ขยายงานจากตัวบริการเพียงอย่างเดียวออกมาครอบคลุม infrastructure ของบริการเลิกบุหรี่ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการประสานการสนับสนุนด้านนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุข การพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันการเลิกบุหรี่ (เช่น salivary cotinine, exhaled CO monitoring) ระบบฐานข้อมูลระดับประเทศในการเลิกบุหรี่ และเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้ระบบบริการเลิกบุหรี่ของประเทศไทยมีความเข้มแข็งยิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

————————————–

“การให้บริการแบบครบวงจร
ทั้งการให้คำปรึกษา
การใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่
การบำบัดทางจิตวิทยา
หรือแพทย์แผนจีน
ทำให้การบริการเลิกบุหรี่
ทำได้ง่ายขึ้น จากเดิม 5 แห่ง
ตอนนี้มี 564 แห่งทั่วประเทศ”

————————————–


ในส่วนนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ ยาเลิกบุหรี่ เพราะเป็นยาที่ราคาแพง ผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่เข้าถึงได้ยาก เนื่องจากยาไม่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ อีกทั้งมีผลข้างเคียงต่าง ๆ ค่อนข้างมาก ดังนั้น ตัวผมเองจึงมีความตั้งใจอย่างมากที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมียาเลิกบุหรี่ของตนเอง ไม่ต้องพึ่งการนำเข้าจากต่างประเทศ ในที่สุด ฝันของผมก็เป็นจริง วันนั้นผมได้อ่านเจองานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร New England Journal of Medicine เมื่อปี 2015 โดยรายงานว่า มียาชื่อ cytisine ที่มีผลสัมฤทธิ์ในการเลิกบุหรี่ไม่น้อยไปกว่าการใช้สารนิโคตินทดแทน โดย cytisine นี้เป็นยาที่ไม่มี patent โดยบริษัทยาใด ๆ วันนั้นดีใจมาก จึงรีบไปปรึกษาท่านผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ซึ่งขณะนั้น คือ ท่าน นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า ทางองค์การเภสัชกรรมจะดำเนินการวิจัยและพัฒนายา cytisine นี้ขึ้นมาใช้เองในประเทศไทย ปรากฏว่าท่านก็ตอบรับทันที กระบวนการในการวิจัยและพัฒนายาเลิกบุหรี่มาตรฐานตัวแรกของประเทศไทยจึงเกิดขึ้น ณ จุดนั้น โดยมี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ผมสังกัดอยู่ในขณะนั้น ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม เราใช้เวลาในการพัฒนายานี้ร่วมกันอยู่ถึง 7 ปี จึงสำเร็จเป็นรูปธรรม กลายเป็นยาเลิกบุหรี่มาตรฐานที่มีผลสัมฤทธิ์ในระดับดีมากและมีความปลอดภัยสูงกว่ายาอื่น ๆ ที่มีมาก่อนหน้า สิ่งนี้เป็นความภาคภูมิใจอย่างแรกที่คนตัวเล็ก ๆ อย่างผมได้ฝากให้เป็นสมบัติของแผ่นดินและคนไทยทุกคน

ส่วนที่ 2 คืองานด้านเวชบำบัดวิกฤต ในด้านนี้ผมได้รับโอกาสจากอาจารย์ผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านช่วยสนับสนุนให้ผมได้ก้าวขึ้นเป็น นายกสมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2568 เป็นต้นมา ผมในฐานะที่เป็นอาจารย์แพทย์จากสถาบันเล็ก ๆ แต่สามารถก้าวขึ้นไปรับตำแหน่งบริหารสูงสุดของสมาคมวิชาชีพระดับประเทศได้นี่ ผมรู้สึกภูมิใจมากจริง ๆ กับโอกาสที่ได้รับนี้ อาจารย์ท่านหนึ่งได้กล่าวกับผมเป็นการส่วนตัวว่า “ผมมั่นใจว่า อาจารย์จะเป็นนายกสมาคมฯที่ทุกคนจดจำ” ประโยคนี้แม้จะฟังดูธรรมดา แต่มันเป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ผมมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแท้จริงว่า ผมจะขับเคลื่อนสมาคมวิชาชีพนี้ให้เติบโตและเดินหน้าฝ่าวิกฤตต่าง ๆ ในยุคปัจจุบันไปให้ได้อย่างเข้มแข็ง แม้รู้ว่ามันไม่ง่าย แต่ก็ตั้งใจทำเต็มกำลังความรู้ความสามารถ ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผมได้พยายามปรับรูปแบบการบริหารจัดการสมาคมเวชบำบัดวิกฤตนี้ให้มีความคล่องตัว และรองรับการเติบโตของศาสตร์ด้านนี้ในอนาคต สิ่งหนึ่งที่พบก็คือ ประเทศไทยขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางด้านเวชบำบัดวิกฤตอย่างมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เชื่อหรือไม่ว่า ประเทศไทยมีหมอเฉพาะทางด้านนี้เพียงแค่ 400 คนเท่านั้น ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายขยายบริการด้านเวชบำบัดวิกฤตหรือ ICU ออกไปในโรงพยาบาลขนาดเล็ก เพื่อลดความหนาแน่นของผู้รับบริการในโรงพยาบาลศูนย์หรือ รพ.จังหวัด ซึ่งอันที่จริงเป็นแนวคิดที่ดีมาก แต่ประเด็นคือ ใครจะเป็นคนดูแลผู้ป่วยวิกฤตตาม รพ.ขนาดเล็ก หมอทั่วไปที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ปัจจุบันตาม รพ.อำเภอ หรือ รพ.ชุมชน อาจยังมีศักยภาพที่ไม่เพียงพอในการรองรับบริการนี้ แต่ผมคิดว่าในส่วนนี้ สมาคมเวชบำบัดวิกฤตฯ สามารถเข้ามาเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาด้านศักยภาพของบุคลากรสาขานี้ของกระทรวงสาธารณสุขได้ โดยขณะนี้เราได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นด้านเวชบำบัดวิกฤตขึ้นเป็นที่เรียบร้อย และอยู่ระหว่างการประสานงานกับผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป ดังนั้นหากโครงการนี้ทำได้สำเร็จก็จะเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่หมอตัวเล็ก ๆ อย่างผมได้มีโอกาสเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราทุกคนได้

ปัจจุบันมาเป็นอาจารย์คณะแพทย์ ม.เกษตรศาสตร์ มีโครงการทำอะไรบ้าง

ในส่วนของงานที่คณะแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผมมีความตั้งใจ อยากจะพัฒนา 2 เรื่อง ได้แก่ การยกระดับและพัฒนาสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์เทียบเท่ากับยาจากต่างประเทศ และการปลูกฝังแนวคิดด้านการสร้างเสริมสุขภาพให้แก่แพทย์รุ่นใหม่ ๆ ให้อยู่ใน DNA ของนักเรียนแพทย์ ม.เกษตรฯ ให้ได้

ในประเด็นแรก เป็นที่ทราบกันดีว่า ม.เกษตรศาสตร์ มีพื้นฐานและความเข้มแข็งอย่างมากด้านการเกษตร และวิศวกรรมศาสตร์ ในขณะที่ คณะด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพกำลังทยอยเกิดขึ้น โดยเฉพาะคณะแพทยศาสตร์ หากเราสามารถรวมศาสตร์ทั้ง 3 ศาสตร์ที่เข้มแข็งและมีศักยภาพเข้าไว้ด้วยกัน เราสามารถสร้างงานวิจัย นวัตกรรม และหลักสูตรการเรียนการสอนต่อไปในอนาคตได้อย่างมากมาย แต่จุดเริ่มต้น เราต้องพัฒนาระบบการเรียนการสอนที่มีทิศทางในศาสตร์เหล่านี้ให้ชัดเจนก่อน โดยขณะนี้ ท่านคณบดี คณะแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ท่านปัจจุบันและผู้บริหารมหาวิทยาลัยชุดปัจจุบัน ก็มีนโยบายและทิศทางที่ชัดเจนที่จะทำให้คณะแพทยศาสตร์แห่งนี้ก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Agro-medicine หรือ เวชศาสตร์การเกษตร ซึ่งโดยส่วนตัว ผมเชื่อว่าจะเป็นจุดแข็งหลักที่จะก่อให้เกิดประโยชน์คุณูปการต่อวงการสาธารณสุขไทยในอนาคต เพราะแต่ละปี ประเทศไทยเราต้องสูญเสียงบประมาณในการนำเข้ายาที่ผลิตจากต่างประเทศมาเป็นจำนวนมาก หากเราสามารถนำเอาภูมิปัญญาของประเทศไทย ผนวกเข้ากับความรู้ด้านพืชสมุนไพรไทย ผสมผสานกับศักยภาพในด้านชีววิศวกรรมชั้นสูง มาก่อให้เกิดนวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพ รวมทั้งยาใหม่ ๆ ที่ผลิตมาจากสารสกัดชีวภาพของสมุนไพรไทยชนิดต่าง ๆ ผสมกันในรูปแบบที่ทันสมัย เช่น  nanoparticles  และบริหารยาเข้าสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยอุปกรณ์และเทคนิคที่ล้ำสมัย แล้วนำเข้าสู่กระบวนการวิจัยทางการแพทย์ในระดับสากล ผมก็คิดว่าด้วยแนวคิดนี้ เราก็จะสามารถสร้างยาไทยที่สามารถก้าวสู่ระดับสากลได้ โดยมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพที่ดีกว่าของต่างประเทศ แต่ปลอดภัยกว่ายาฝรั่ง

ในขณะเดียวกัน หากเรามัวแต่สั่งสอนหมอรุ่นใหม่ ๆ ให้รู้จักแต่การรักษาโรค คือ รอผู้คนให้เจ็บป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ก่อนแล้วค่อยทำหน้าที่ อันนี้ก็น่าจะมีความเสียหายแก่ประเทศไทยอย่างมาก เพราะประเทศไทยของเราก็จะเต็มไปด้วยคนป่วย แต่สิ่งที่เราควรสอนหมอรุ่นใหม่ ๆ ของเราให้ตระหนักรู้อยู่เสมอก็คือ การป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพ ทำอย่างไรให้สุขภาพของเราเองไม่ป่วยหรือไม่เป็นคนอมโรค รวมไปถึงการปรับเปลี่ยน lifestyle ของเราให้ไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังในกลุ่ม NCDs ทั้งหลายอีกด้วย

 

————————————–

“หากเราเอาภูมิปัญญา
ของประเทศ ผนวกเข้ากับ
พืชสมุนไพรไทย
ผสานกับศักยภาพ
ด้านชีววิศวกรรมชั้นสูง
ก่อให้เกิดนวัตกรรม
ด้านการดูแลสุขภาพ
รวมทั้งยาใหม่ ๆ
ในรูปแบบที่ทันสมัย
เราก็จะสามารถสร้างยาไทย
ที่ก้าวสู่ระดับสากลได้”

————————————–


นอกจากนี้แล้ว ก็อยากทำให้การดูแลผู้ป่วย ICU เป็นต้นแบบให้กับสถาบันอื่น ให้แพทย์ที่อื่นสามารถมาดูงานทางด้านนี้ที่เราได้ แม้ว่าจะเป็นโรงเรียนแพทย์เกิดใหม่ มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่เราอยากทำให้เป็นระบบเล็กพริกขี้หนู คือ จำนวนในแต่ละด้านไม่มาก แต่ทำงานบริการได้อย่างมีคุณภาพ


ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในสิ่งที่ได้ทำมา

สำหรับผมแล้ว การนำเอาหลักอิทธิบาท 4 ในพระพุทธศาสนามาใช้ในชีวิตการทำงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะนำความสำเร็จในการทำงานมาให้ อิทธิบาท 4 ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ผมคิดว่าความสำเร็จของงานต่าง ๆ ที่เล่ามาก่อนหน้า ล้วนเกิดมาจาก ฉันทะคือ ความรู้สึกพอใจที่ได้ทำในเรื่องเหล่านั้น วิริยะคือ ความเพียรพยายาม เกาะติดงาน จิตตะคือ เอาใจใส่ ใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำ ไม่ไล่ไม่เลิก วิมังสาคือ การใช้ปัญญาไตร่ตรองสิ่งที่ทำ และจะทำให้รอบคอบว่าทำอย่างไรให้ดีให้สำเร็จ ต้องมีครบทั้ง 4 ข้อเลย จึงจะสำเร็จได้ ตัวอย่างเช่น ผมไปเรียนเมืองนอกที่สหรัฐอเมริกา ต้องอดทนใช้เวลาห่างไกลบ้านห่างไกลครอบครัวถึง 7 ปี การพัฒนาระบบบริการเลิกบุหรี่ในประเทศไทยให้เป็นรูปธรรมก็ต้องใช้เวลาร่วม 16 ปี ตั้งแต่ 5 คลินิก จนเป็น 500 กว่าคลินิกอย่างปัจจุบัน เรื่องยาเลิกบุหรี่ Cytisine ผมใช้เวลาอยู่ 7 ปีถึงสำเร็จ ผมคิดว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสั่งสอนเนี่ย  เป็นพื้นฐานสำคัญอย่างแท้จริงของคนที่จะทำงานใด ๆ ให้สำเร็จ แล้วถ้าขาดแม้แต่ตัวใด ตัวหนึ่งก็จะสำเร็จยากมาก 

 

————————————–

“การนำเอาหลักอิทธิบาท 4
ในพระพุทธศาสนามาใช้
ในชีวิตการทำงาน
เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด
ที่จะนำความสำเร็จ
ในการทำงานมาให้”

————————————–


กว่าจะถึงวันที่ประสบความสำเร็จ เจออุปสรรคอะไรบ้าง แล้วเอาชนะอย่างไร

ผมขอพูดในส่วนที่เป็นความตั้งใจและผมยังทำไม่สำเร็จละกันนะครับ ผมเคยอยากทำแผนก ICU ที่คณะแพทยศาสตร์ มศว ให้เป็น ICU ที่เป็นต้นแบบ ผมอยากเอาข้อดีของ ICU บ้านเราและของต่างประเทศมาผสมผสานกัน อยากให้ ICU มีความทันสมัย ครบเครื่อง แต่คงไว้ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency) ตามแนวคิดของล้นเกล้าในหลวงรัชกาลที่ ๙ เพื่อให้เป็นต้นแบบแก่โรงพยาบาลอื่น ๆ ได้ และอยากจะทำบรรยากาศภายใน ICU ให้เป็นแบบ humanized  ICU มีความสบาย เป็นมิตรกับผู้ป่วย กับญาติหรือคนที่มาติดต่อ มีแสงผ่านมองเห็นบรรยากาศข้างนอก ลดอาการเพ้อ สับสน และผลแทรกซ้อนต่าง ๆ ผู้ป่วย ICU จาก ICU รูปแบบเดิม ๆ

แต่ว่าเราก็ทำไม่สำเร็จนะ เนื่องจากเราไม่มีพื้นที่พอ และถูกตัดงบประมาณไป ตอนนี้ผมมาอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ก็ยังไม่ทิ้งแนวคิดนี้นะ เราอยากเห็นแนวคิดอันเป็นประโยชน์เหล่านี้มาทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ที่สำคัญเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและคนไข้ที่มารับบริการ ได้รับบริการที่ดี มีคุณภาพ ทันสมัย แต่งบฯไม่บานปลาย

 

————————————–

“ผมเคยมีความรู้สึกว่า
ตัวเองเก่ง ตัวเองดี
ตอน round ward พยาบาล
หรือใครขวางหูขวางตา
ทำไม่ถูก ผมจะจัดเต็มทันทีนะ
เหวี่ยงด้วยคำพูด จนมี
คนแซวผมลับหลังว่า
โคตรเอาแต่ใจเลย
เหมือนเทวดาน้อย”

————————————–


ถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้บางเรื่อง อยากกลับไปทำเรื่องใดมากที่สุด

ตอนกลับจากอเมริกาใหม่ ๆ เรามี ego สูงมากนะ ตัวเรารู้สึกว่าตัวเองเก่ง ตัวเองดี ผมถูกฝึกมาให้ทำงานเร็ว แต่ต้องเนี้ยบนะ ตอน round ward พยาบาลหรือใครทำไม่ถูกหรือขวางหูขวางตา ผมจะเหวี่ยงวีนใส่เขาเลยในทันที เคยมีคนบอกลับหลังนะว่า หมออะไรโคตรเอาแต่ใจเลย เหมือน “เทวดาน้อย” พอเรามามองย้อนหลังนะว่า เราหนักไปด้วยกิเลส มีความอยากเยอะ อยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่ อยากไปหมด เป็นอย่างนี้มาตลอด ใจมันหนัก ความคิดมันไม่โปร่งเลย จนช่วงสัก 15 ปีย้อนหลัง หรือประมาณครึ่งหนึ่งในชีวิตการทำงานของผมที่ผ่านมา ผมเริ่มสนใจธรรมะโดยบังเอิญ ไปพบเจอ CD ธรรมะแผ่นหนึ่งที่บ้าน เป็นของใครก็ไม่รู้ แต่เป็นเสียงธรรมของหลวงปู่ชา สุภัทโท นั่นถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของผมเลยนะ

เพราะตามปกติ ผมจะต้องขับรถไป-กลับ กรุงเทพมหานคร – มศว องครักษ์ นครนายก รวมแล้ววันละกว่า 140 กิโลเมตร ทุกวันที่ขับรถในสมัยโน้น จะต้องเตรียม CD เพลงต่าง ๆ เอาไว้ให้เพียงพอ จนวันที่เจอ CD ธรรมะของหลวงปู่ชา นี่แหละ  ฟังไป 100 กว่าไฟล์ ไม่รู้เรื่องเลย แต่ก็รู้สึกชอบและฟังจนจบ ฟังไปหลายรอบมาก กว่าจะเริ่มรู้เรื่องและเข้าใจ ตรงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมสนใจธรรมะ ต่อมาเริ่มฝึกนั่งกรรมฐาน มีอาจารย์ท่านหนึ่งไม่รู้จักกันเลย แต่อยู่ดี ๆ ก็มาชวนให้ผมไปเข้าคอร์สกรรมฐานของยุวพุทธิกสมาคมฯ เป็นเวลา 4 วัน พอได้เข้าแล้วเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้นั่งเจริญพระกรรมฐานอย่างเป็นจริงเป็นจัง รู้สึกประทับใจมาก ทำไมดีจัง ชีวิตที่ไม่ต้องคิดอะไรเลย มันเบาสบาย ๆ อย่างนี้เองหนอ พอปฏิบัติครบ 4 วัน ออกมาตัวเบาเลย มันลดความเป็นตัวตนของเราลงมาได้เยอะเลยนะ มันรู้เลยว่าแต่ก่อนนี้ จิตเรามันชั่วและหยาบมาก

จากนั้น ผมก็เริ่มศึกษาธรรมะมากขึ้นจนพบครูบาอาจารย์ที่เคารพรักมาก ๆ ปัจจุบันผมนั่งกรรมฐานเป็นประจำทุกวันตามแนวของวัดท่าซุง (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ด้วยการเรียนรู้ธรรมของพระพุทธองค์ ทำให้ความคิดของเราไม่เหมือนเดิม ใจเรามันเย็นลง มันเบาลง ไม่ได้อยากได้ของ ๆ ใครมาเป็นของตน ไม่ได้อยากจะเป็นอะไร มันเบื่อกับการแก่งแย่ง เราแค่อยากทำวันนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเท่านั้น ใครมาทำให้เราโกรธ เราก็ไม่อยากโกรธตอบนะ แต่บางครั้งหากล้ำเส้นของความเหมาะสมมาเยอะ ผมก็ฟาดกลับเหมือนกันนะ


ใครคือบุคคลที่เป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน

มี 2 ท่านที่ผมนับถือเป็นแบบอย่างนะ ท่านแรก คือ ศ. นพ. ปราโมทย์ วีรานุวัตติ์ ท่านเป็นหมอคนแรกที่ผมรู้จักตั้งแต่จำความได้ พอดีครอบครัวของผมสนิทกับท่านอาจารย์มาตั้งแต่สมัยผมเด็ก ๆ เวลาผมไม่สบาย คุณพ่อคุณแม่ก็จะหามผมไปเจออาจารย์ปราโมทย์ทุกครั้ง ป่วยแค่ไหนก็หายแค่เห็นหน้าอาจารย์ท่านนี้ อาจารย์เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้ผมเรียนแพทย์ตั้งแต่ต้นนะ อาจารย์เป็นหมอที่ใจดี มีเมตตา เรื่องไหนที่อาจารย์ตั้งใจทำแล้ว อาจารย์จะกัดไม่ปล่อย อย่างตอนก่อตั้งคณะแพทย์ มศว อาจารย์ก็มุ่งมั่นทำต่อเนื่องจนสำเร็จ

 

————————————–

“อาจารย์ พญ. สมศรี เผ่าสวัสดิ์
อาจารย์เป็นผู้ใหญ่ที่มี
ความสามารถและ
ความรับผิดชอบสูง
อาจารย์รู้ขั้นตอนในการทำงาน
มีเมตตา รักลูกน้อง
ผมไม่เคยเห็นอาจารย์
โกรธใครแบบแรง ๆ เลย”

————————————–


ท่านที่สอง คือ ศ. พญ. สมศรี เผ่าสวัสดิ์ อาจารย์เป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ที่มีความสามารถและความรับผิดชอบสูง อาจารย์มีความรอบรู้ อาจารย์รู้ขั้นตอนในการทำงานหรือกระบวนการทำงานต่าง ๆ เป็นอย่างดี รู้ว่าจังหวะไหนควรลุยหรือควรรอ อาจารย์สอนแนวคิดในการทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่ดี อาจารย์รักและเมตตาทีมงานและลูกน้องเสมอ ทุกคนรู้สึกยินดีที่จะทำงานให้อาจารย์ ผมไม่เคยเห็นอาจารย์โกรธใครแบบแรง ๆ เลยนะ แม้ว่าเขาจะทำงานผิดพลาด นี้เป็นจุดแข็งของอาจารย์ผู้ใหญ่ ที่ผมได้เข้าไปทำงานใกล้ชิดและนำมาเป็นแบบอย่างในการทำงานและใช้ชีวิต


คติหรือหลักการที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต  

ผมยึดถือหลักปฏิบัติของการเป็นแพทย์ที่ดีของ สมเด็จพระราชบิดา (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหรือการใช้ชีวิต ท่านสอนว่า “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพไว้ให้บริสุทธิ์” นั่นหมายความว่า

เราไม่จำเป็นต้องกระเสือกกระสน อยากได้ อยากมี อยากเป็นเหมือนคนอื่น เราแค่ทำ 2 อย่างตามที่ท่านสอน ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นประโยชน์สูงสุด แล้วที่เหลือเดี๋ยวก็ตามมาเองตามวิถีทางของมัน ไม่ต้องไปคิดอยากได้อยากมีอยากเป็นหรอก ทุกวันนี้ก็คิดแค่นั้น


มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร ทิศทางในอนาคตเป็นอย่างไร

ส่วนที่ดีของการแพทย์ไทยในปัจจุบันมีมาก หลาย ๆ เรื่องพัฒนาขึ้นมาจนใกล้เคียงหรือดีกว่าประเทศอื่น ตอนนี้เรามีการพูดถึง Precision medicine, Personalized medicine โรคทาง Genetic และอื่น ๆ แต่ที่ผมเป็นห่วงคือ นโยบายของระบบสุขภาพในปัจจุบันที่ยังคงเน้นการรักษาโรคเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับการป้องกัน การแก้ไขที่สาเหตุ รวมทั้งการลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ของมนุษย์น้อยเกินไป อย่างในปัจจุบันเราพบว่า 80% ของโรคที่เกิดขึ้นในคนไทย คือโรคเรื้อรังในกลุ่ม NCDs ซึ่งจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณไปกับการรักษาโรคเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ปีละหลายแสนล้าน ส่งผลให้งบประมาณในเรื่องอื่น ๆ มีน้อยลง เป็นที่ทราบกันว่าสาเหตุของโรคเหล่านี้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต ซึ่งถ้าเรามีนโยบายในการสนับสนุนให้คนในประเทศ มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ เช่น เลือกกินอาหารที่ดี ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ อย่าเครียด เป็นต้น โรคเหล่านี้ก็จะลดน้อยลง ถ้าเจอจะอยู่ในระยะต้น ค่าใช้จ่ายการรักษาไม่สูง งบประมาณจะเหลือไปใช้กับเรื่องอื่น ๆ ได้มากขึ้น และประชากรโดยเฉพาะผู้สูงอายุก็จะมีคุณภาพ ดูแลตัวเองได้ สามารถทำงานเล็กน้อยที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม  อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข


ถ้าอาจารย์มีโอกาสนั่งหัวโต๊ะ จะปรับปรุงเรื่องอะไรที่ทำให้การสาธารณสุขไทยดีขึ้น

ขอย้ำอีกครั้ง ผมเป็นหมอ  ICU  ต้องเจอคนไข้อาการหนักเฉียดตายเป็นส่วนใหญ่  การดูแลคนไข้วิกฤตทำได้คราวละจำนวนไม่มาก ค่าใช้จ่ายก็สูง ดังนั้น หากเราสามารถปรับนโยบายสุขภาพของประเทศและงบประมาณ ไปเน้นการป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพให้มากกว่านี้ จะช่วยให้ระบบสาธารณสุขที่กำลังเกิดวิกฤตการเงินอยู่ในขณะนี้ ผ่านวิกฤตในอนาคตไปได้เมื่อคนไทยป่วยน้อยลง  ยกตัวอย่าง นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย มีนโยบายเน้นการสร้างเสริมสุขภาพสูงมาก สภาพแวดล้อมต่าง ๆ เน้นให้คนออกกำลังกาย พักผ่อน กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรค ใครคนไหนสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ก็สูบไป ดื่มไป แต่คุณต้องยอมรับผิดชอบต่อพฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพของตนเองด้วยการจ่ายค่าประกันสุขภาพที่สูงกว่าคนอื่น ๆ ที่เขาไม่สูบไม่ดื่มนะ  แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ใช้เวลาในการพัฒนาและปรับเปลี่ยน  แต่ถ้าทำสำเร็จคุณภาพชีวิตของคนไทยก็จะดีขึ้นมาก


ข้อแนะนำให้แพทย์รุ่นใหม่ว่าจะสำเร็จต้องทำอย่างไร

ผมอยากแนะนำให้น้อง ๆ แพทย์รุ่นใหม่ ๆ ยึดถือปฏิบัติตามหลักคำสอนสำคัญของพระราชบิดา  ที่กล่าวว่า “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพไว้ให้บริสุทธิ์” แพทย์ทุกคนควรปฏิบัติตามหน้าที่ในแต่ละวันให้ดีที่สุด อย่าไปคิดว่าทำสิ่งนี้ แล้วจะได้เงินและผลประโยชน์อะไร วิชาชีพแพทย์ไม่ควรจะเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจใด ๆ การเป็นแพทย์ที่ดี ไม่สามารถทำเงินเป็นหลักร้อยล้านพันล้านได้ แต่ไม่เคยอดตายหรือยากจน บ่อยครั้งคนที่ร่ำรวยมหาศาล ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีความสุขด้วยนะครับ เมื่อน้อง ๆ ทำหน้าที่ของตนในแต่ละวันได้ดีแล้ว ผมเชื่อมั่นว่า น้อง ๆ จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกลับมาแน่ ๆ ยกตัวอย่างเช่น การฟ้องร้องต่าง ๆ ในทุกวันนี้ หากเราปฏิบัติต่อผู้ป่วยด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ ด้วยจิตใจที่เอื้อเฟื้อ เมตตา และยึดมั่นในจริยธรรมแห่งวิชาชีพของเราโดยแท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นเกราะป้องกันตัว ให้เราปลอดภัย ไม่ลำบาก และชีวิตก็มีความสุขได้มากเลยครับ

 

แนะนำอ่านเพิ่มเติม
  1. Expert interview: อาจารย์ พญ. สมศรี เผ่าสวัสดิ์ 
  2. Let’s get updated: โดย รศ. พญ. สุรีย์ สมประดีกุล

 

 

 

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก