Category : Public Health News
คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเพิ่มมาตรการควบคุมและป้องกัน หลัง WHO ประกาศให้การระบาดของไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ Bundibugyo เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ...
สธ. ชี้ ‘ใบส่งตัวออนไลน์’ ใช้แทนแบบกระดาษได้ ไม่จำเป็นต้องมี ‘หมอพร้อม’
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ชี้แจงว่า ‘ใบส่งตัวอิเล็กทรอนิกส์’ ใช้แทนใบส่งตัวกระดาษได้ตามระเบียบอย่างถูกต้องโดยผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมีแอปพลิเคชันหมอพร้อมหรือบัญชีไลน์ สามารถใช้ระบบส่งต่อผู้ป่วยได้ตามปกติ ภายใต้นโยบายสาธารณสุขดิจิทัล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการรักษา ลดความแออัด และเพิ่มประสิทธิภาพการส่งต่อผู้ป่วยทั่วประเทศ หากมีแอปฯ หมอพร้อมจะสามารถเก็บและต่ออายุใบส่งตัวได้สะดวกขึ้น 10 พฤษภาคม 2569 ดร. นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัด สธ. และโฆษก สธ. กล่าวถึงกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับข้อจำกัดของใบส่งตัวอิเล็กทรอนิกส์ว่า โดยเน้นย้ำว่าผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียน Health ID หรือใช้แอปฯ หมอพร้อมจึงจะได้รับการส่งต่อ แต่หากมีแอปฯ จะสามารถเข้าถึงใบส่งตัวในรูปแบบดิจิทัลได้สะดวกขึ้น ขณะที่ระบบ MOPH Refer ใช้มาตรฐานลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความปลอดภัยระดับเดียวกับธุรกรรมธนาคาร และสามารถเชื่อมต่อกับระบบส่งต่อเดิมและระบบ HIS ของโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้ทันที นอกจากนี้ สธ. ยังขยายความร่วมมือด้านระบบส่งต่อกับโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ รพ.กรุงเทพหาดใหญ่ รองรับการส่งต่อผู้ป่วยข้ามสังกัดในอนาคต ผู้ป่วยที่มีใบส่งตัวอยู่แล้วสามารถต่ออายุผ่านโทรศัพท์มือถือได้ด้วยตนเอง......
คกก.โรคติดต่อฯ กำหนด ‘โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา’ เป็นโรคติดต่ออันตราย
คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติมีมติเห็นชอบกำหนด ‘โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา’ เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 หลังประเมินว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง อาจแพร่ผ่านละอองฝอยทางเดินหายใจ และบางสายพันธุ์ติดต่อจากคนสู่คนได้ พร้อมกำหนดมาตรการเฝ้าระวังและควบคุมโรคเข้มงวด ทั้งการรายงานผู้ป่วยภายใน 3 ชั่วโมง การสอบสวนโรคภายใน 12 ชั่วโมง และกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูงนาน 42 วัน 15 พฤษภาคม พ.ศ.2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มอบหมายให้ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 โดยที่ประชุมเห็นชอบร่างประกาศ สธ. เพิ่มโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตราย เพื่อให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายในการแยกกัก กักกัน และสอบสวนโรคได้ทันที ทั้งนี้ โรคดังกล่าวมีอาการสำคัญ ได้แก่ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย รวมถึงอาการทางระบบทางเดินอาหาร......
รัฐผนึก 6 หน่วยงาน ยกระดับสุขภาวะวัยทำงาน ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
รัฐบาลร่วมกับ 6 หน่วยงานหลัก ‘สาธารณสุข – มหาดไทย – แรงงาน – อุตสาหกรรม – การอุดมศึกษาฯ – สสส.’ เดินหน้ายกระดับสุขภาวะประชากรวัยทำงานกว่า 38 ล้านคน ผ่านความร่วมมือด้านพฤติกรรมสุขภาพ สภาพแวดล้อม และสวัสดิการในการทำงาน ภายใต้แนวคิด ‘Be Healthy More Productivity (สุขภาพดี ผลิตภาพเพิ่ม)’สร้างแรงงานที่มีคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดการเจ็บป่วย และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 30 เมษายน พ.ศ.2569 นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยแพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดมหกรรมรณรงค์ สร้างกระแส ‘สุขภาพดี ผลิตภาพเพิ่ม’ พร้อมพิธีลงนาม MOU ระหว่าง 6 หน่วยงานภาคีเครือข่าย นายแพทย์สมฤกษ์กล่าวว่า ประชากรวัยทำงานอายุ......
คกก.โรคติดต่อฯ เห็นชอบศึกษา ‘ไวรัสฮันตา’ เป็นโรคติดต่ออันตราย แม้เสี่ยงต่ำ
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เห็นชอบให้ศึกษาความเหมาะสมในการกำหนด ‘โรคไวรัสฮันตา’ เป็นโรคติดต่ออันตราย หลังพบว่าเป็นโรคจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงและอัตราป่วยตายสูง พร้อมเดินหน้าเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง ควบคุมโรค และพัฒนาระบบวัคซีนสำคัญช่วงปี 2569-2571 และขยายด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศอีก 3 แห่ง ยกระดับความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ แม้ปัจจุบันไทยยังไม่พบการระบาดและประเมินว่าความเสี่ยงต่อประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่ประชุมเห็นชอบ 4 ประเด็น คือ แนวทางรองรับสถานการณ์ไวรัสฮันตา, การแต่งตั้งคณะกรรมการด้านวิชาการ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ 8 คน, นโยบายการขับเคลื่อนวัคซีนลำดับความสำคัญสูงสุด (First Priority) ปี 2569-2571 และการจัดตั้งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศเพิ่มเติม......
รมว. สธ. มอบนโยบาย สธ. 7 เสาหลัก ‘MOPH PLUS+’ เพื่อสุขภาพคนไทย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว. สธ.) แถลงนโยบาย ‘MOPH PLUS+ หัวใจขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทย’ พัฒนาระบบสุขภาพไทยในช่วงปี 2569-2573 ภายใต้แนวคิด ‘สุขภาพดีทุกช่วงวัย สร้างเศรษฐกิจไทย ด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา’ กำหนด 7 นโยบายหลัก ครอบคลุมระบบปฐมภูมิ การแพทย์อัจฉริยะ เศรษฐกิจสุขภาพ การบริหารโปร่งใส โรงพยาบาลสีเขียว การดูแลบุคลากรสาธารณสุข และการยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล เพิ่มการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและผลักดันระบบสุขภาพไทยสู่เวทีโลก 30 เมษายน พ.ศ.2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว. สธ. มอบนโยบายต่อผู้บริหารระดับสูงของ สธ. ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ประกอบด้วย (1) การส่งเสริมสุขภาพทุกช่วงวัย ลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พัฒนาระบบปฐมภูมิอัจฉริยะ เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพไร้รอยต่อ และขยายศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (2) นวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ อาทิ Genomic AI หุ่นยนต์ทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (3) การสนับสนุนอุตสาหกรรมสุขภาพ......
สธ. ผลักดัน ‘ตรวจเจอ รักษาเลย’ กำจัดไวรัสตับอักเสบบีและซี ภายในปี 2573
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไทยร่วมกับเครือข่ายนานาชาติ จัดการประชุมสุดยอดไวรัสตับอักเสบโลก ปี 2569 (World Hepatitis Summit 2026) ภายใต้แนวคิด ‘Elimination for everyone, everywhere, right now!’ ผลักดันความร่วมมือระดับโลกในการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี ภายในปี 2573 โดยประเทศไทยประกาศนโยบาย ‘ตรวจเจอ รักษาเลย’ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษาได้รวดเร็ว 28 เมษายน พ.ศ.2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุม World Hepatitis Summit 2026โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญจาก 83 ประเทศเข้าร่วม นายพัฒนาระบุว่า โรคไวรัสตับอักเสบบีและซี เป็นสาเหตุของมะเร็งตับและท่อน้ำดีในไทย 70% โดยยังพบผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีกว่า 1 ล้านคน และไวรัสตับอักเสบซีกว่า 2......
สธ. ส่งหนังสือด่วน จัดสรรงบฯ ปี 69 งวด 2 หนุนภารกิจพื้นฐาน สสจ.-สสอ.
สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป. สธ.) แจ้งจัดสรรงบดำเนินงานไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ 2569 ให้หน่วยงานสาธารณสุขในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ สนับสนุนภารกิจพื้นฐานของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและอำเภอ เน้นการใช้จ่ายตามตัวชี้วัดที่กำหนด ควบคู่กับการเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามมาตรการภาครัฐ และมุ่งพัฒนาระบบบริการ โดยเฉพาะด้านแพทย์ปฐมภูมิ สป. สธ. ส่งหนังสือด่วนที่สุด เรื่อง การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 งบดำเนินงาน งวดที่ 2 (ไตรมาสที่ 3) ลงนามโดย นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัด สธ. เรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อแจ้งการจัดสรรงบสำหรับหน่วยงานส่วนภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) โดยมีเป้าหมายสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจพื้นฐานให้เป็นไปตามแผนงาน ผลผลิต และกิจกรรมหลักที่กำหนด ทั้งนี้ สป. สธ. กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ใช้จ่ายงบประมาณตามแนวทางที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยยึดตัวชี้วัดเป็นหลักในการดำเนินงาน พร้อมทั้งให้มีการกำกับ ติดตาม และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้สอดคล้องกับมาตรการการคลังภาครัฐ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขในระดับพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ แหล่งที่มา:......
สธ. หนุน Premium clinic เพิ่มทางเลือกบริการสุขภาพ เพิ่มรายได้พัฒนา รพ.
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว. สธ.) เปิดการประชุมพัฒนาระบบบริการสุขภาพรูปแบบพิเศษ ทั้งคลินิกเฉพาะทางนอกเวลาราชการและคลินิกรูปแบบพิเศษ เพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวก รวดเร็ว และมีคุณภาพมากขึ้น ลดความแออัดในโรงพยาบาล โดยยังช่วยสร้างรายได้ให้หน่วยบริการ เพื่อนำไปพัฒนาศักยภาพและเป็นค่าตอบแทนบุคลากร 27 เมษายน พ.ศ.2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว. สธ. เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาระบบบริการคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ (SMC) และคลินิกรูปแบบพิเศษ (PMC) ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยเน้นยกระดับระบบบริการสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงได้ทั่วถึง เท่าเทียม และทันเวลา ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มช่องทางรับบริการเฉพาะทาง โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัด สธ. ระบุว่า การพัฒนาคลินิกรูปแบบดังกล่าวมุ่งรองรับกลุ่มผู้มีรายได้ ผู้มีประกันสุขภาพ และชาวต่างชาติ พร้อมสนับสนุนให้หน่วยบริการสามารถจัดเก็บรายได้เพื่อนำไปพัฒนาระบบและบุคลากร ปัจจุบันมีคลินิก SMC จำนวน 205 แห่ง และ PMC จำนวน 33 แห่ง กระจายในโรงพยาบาลสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข......
ไทยผลักดัน ‘การแพทย์จีโนมิกส์’ เฟส 2 ด้าน สธ. ยกระดับ รพ. ศูนย์ทั่วประเทศ
ประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุค ‘การแพทย์แม่นยำ’ โดยใช้ข้อมูลจีโนมิกส์ในการพยากรณ์ ป้องกัน และรักษาโรคอย่างเฉพาะบุคคล สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เตรียมเสนอแผนจีโนมิกส์ระยะที่ 2 ต่อคณะรัฐมนตรี พร้อมยกระดับโรงพยาบาลศูนย์ 35 แห่งทั่วประเทศให้สามารถให้บริการจีโนมิกส์ได้ครบวงจร เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการและยกระดับระบบสาธารณสุขไทย ในปี 2569 สวรส. เตรียมเสนอแผนจีโนมิกส์ประเทศไทย ระยะที่ 2 (พ.ศ.2569-2572) ต่อคณะรัฐมนตรี โดยมีเป้าหมายขยายฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทยเพิ่มอีก 200,000 ราย และขับเคลื่อน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีตรวจพันธุกรรมขั้นสูง การเพิ่มบริการแพทย์แม่นยำในระบบสุขภาพ การส่งเสริมอุตสาหกรรมจีโนมิกส์ การวางกรอบกฎหมายและจริยธรรม และการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง คาดใช้งบประมาณราว 5,000 ล้านบาท และเริ่มดำเนินการภายในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2569 แก้ปัญหาโรคสำคัญ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การพัฒนาระบบบริการ กระทรวงสาธารณสุขมีแผนยกระดับโรงพยาบาลศูนย์ 35 แห่งให้เป็นศูนย์กลางบริการจีโนมิกส์ในแต่ละเขตสุขภาพ ภายใต้นโยบาย ‘1 เขตสุขภาพ......

