“ล้มเหลวได้ไม่เป็นไร ผิดพลาดได้ไม่เป็นไร บทเรียนเหล่านี้เราต้องเรียนรู้กับมัน”
รศ. พญ. ธนินี สหกิจรุ่งเรือง
ประชาสัมพันธ์ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ
สาขาวิชาต่อมไร้ท่อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บทสัมภาษณ์จากวารสาร CVM ฉบับที่ 114 ปี 2563
แรงบันดาลใจในการเลือกแพทย์ โดยเฉพาะสาขาต่อมไร้ท่อ
จบมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสตรีวิทยา แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ ตอนนั้นทางบ้านอยากให้เป็นแพทย์ เพราะคุณพ่อในวัยเด็กค่อนข้างลำบาก เรียนหนังสือเก่งแต่ต้องหยุดเรียนออกมาทำการค้า จึงอยากให้ครอบครัวมีความสุข และตอนเด็กๆ เราได้เห็นบทบาทแพทย์ในมุมมองที่เป็นคนไข้ แพทย์ประจำตัวคุณย่า ศ. นพ. เสนอ อินทรสุขศรี และกุมารแพทย์ ประจำตัวเรา คือ ศ. นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา จึงรู้สึกประทับใจวิชาชีพแพทย์ และด้วยความที่ชอบวิชาชีววิทยา คิดว่าไปทางวิทยาศาสตร์การแพทย์น่าจะเป็นประโยชน์
จากนั้นเอนทรานซ์ติดที่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงปี 4 ได้ขึ้นวอร์ดศัลยกรรมเป็นวอร์ดแรก ได้เห็นตัวอย่างการทำงานหนักเพื่อคนไข้ของอาจารย์และแพทย์ประจำบ้าน ช่วงชั้นคลินิกใช้เวลาในการเรียนหนักขึ้น พักผ่อนน้อยลง แต่รู้สึกสนุก ได้เจอคนไข้ ได้มีประสบการณ์จริง ตอนที่ผ่านอายุรศาสตร์ เจอคนไข้วัยรุ่นเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาว มาแอดมิดให้คีโม เราชวนคนไข้คุยไปเยี่ยมเขาบ่อย ๆ เอาหนังสือที่เขาชอบมาให้อ่าน หลังจากนั้นผ่านไป 2 ปี พยาบาลที่วอร์ดเล่าให้ฟังว่า คนไข้คนนี้มาตามหาคุณหมอ เขาหายดีเลยอยากเอาขนมมาให้ ตอนนั้นรู้สึกดีใจมาก ถึงแม้เป็นนิสิตแพทย์ ก็สามารถทำสิ่งที่มีคุณค่าให้กับคนไข้ได้ เป็นสิ่งที่ทำให้อยากทำแบบนี้ต่อไป พอจบแพทย์ ไปรับเลือกเป็นแพทย์ใช้ทุนของ รพ.จุฬาฯ ทำอินเทิร์น 1 ปี อยู่ที่ โรงพยาบาลจังหวัดนครนายก และกลับมาเรียนแพทย์เฉพาะทางเลือกเรียนกุมารแพทย์ ส่วนหนึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากกุมารแพทย์ประจำตัวเรา ศ. นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา รู้สึกว่าอาจารย์เป็นแพทย์ที่เก่ง วินิจฉัยได้แม่นยำ มีเทคนิคชวนคุย ฉีดยาโดยที่ไม่ให้เห็นเข็ม และอาจารย์รักคนไข้มาก ๆ ช่วงเป็นนิสิตแพทย์ รู้สึกชอบแผนกเด็ก มีความสุขมากเวลาได้อุ้มเด็ก จึงเลือกเรียนกุมารแพทย์ 3 ปี ตอนนั้น ได้พบท่าน ศ. นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเรา บุคลิกของอาจารย์นุ่มนวล ใจดีกับคนไข้และเพื่อนร่วมงานทุกคน เป็นอาจารย์ที่เก่งมาก และ รศ. พญ. สุมาลี ศรีวัฒนา เป็นอาจารย์อาวุโสที่วินิจฉัยคนไข้ได้แม่นยำและเอาใจใส่คนไข้มาก ๆ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้มาเรียนต่อเฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่ออีก 2 ปี จากนั้นไปศึกษาต่อที่ University of California, San Francisco, USA ไปเป็น visiting fellow อีก 2 ปี ศึกษาเกี่ยวกับการทำวิจัยในเชิงลึก ในเรื่องของ Molecular endocrinology การทำวิจัยทาง Basic science research มีโอกาสได้ดูคลินิกเบาหวานและต่อมไร้ท่อที่ทันสมัย ตอนนั้นโปรแกรมไดเรกเตอร์และ mentor ของเราคือ โปรเฟสเซอร์ Walter miller ซึ่งเป็นอาจารย์อีกท่านที่เป็นคนสำคัญของเรา ถ่ายทอดวิชาความรู้ วิชาชีวิต ได้เรียนรู้การทำงานวิจัยชั้นยอดได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และทีมงานดูแลคนไข้ครบวงจรเพื่อมาพัฒนาระบบบริการบ้านเรา เพื่อมาเซ็ตอัพทีมที่จุฬาฯ และกลับมาเป็นอาจารย์สาขาวิชาต่อมไร้ท่อเด็กจนถึงปัจจุบัน
เป้าหมายที่มีการตั้งไว้ในการเป็นแพทย์
เป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ อยากให้งานในพันธกิจ 3 ด้าน ขับเคลื่อนไปด้วยกัน เป้าหมายทางด้านงานบริการคือ การดูแลผู้ป่วย สร้างระบบบริการที่ยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งโรคเบาหวานเป็นอะไรที่ชัดมาก จะทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีทีมสหสาขาที่มีความพร้อมที่จะเดินไปด้วยกัน ช่วยเหลือกันและกัน ตอนที่กลับมาก็เริ่มแผนงาน โดยเข้าไปคุยกับทุกฝ่าย ขอความช่วยเหลือ มีการจัดค่ายเบาหวาน ชวนทีมงานไปหลายสิบชีวิต รวมถึงผู้ปกครองและครอบครัวมาเข้าร่วม เป็นการสร้างความร่วมมือให้ทุกฝ่ายไปในทิศทางเดียวกัน พอมาใช้ชีวิตร่วมกันในค่ายได้เห็นความลำบากของคนไข้ ได้รู้ปัญหาของทุกฝ่าย ทุกคนยินดีช่วยเหลือกันทำให้งานที่สานต่อ มีความราบรื่น และวันหนึ่งที่เราไม่อยู่ ทีมจะยังเดินไปได้ คือ กงล้อต้องหมุนไปด้วยตัวของเขาเอง ในที่สุดประโยชน์ที่จะได้คือ คนไข้จะได้เข้าถึงบริการที่เป็นมาตรฐานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และปีที่แล้ว เรามีเป้าหมายการตั้งคลินิกต่อมไร้ท่อเปลี่ยนผ่าน ตอนนี้จัดทำเป็น Transitions Clinic เป็นคลินิกต่อมไร้ท่อเปลี่ยนผ่าน เราอยากจะส่งต่อคนไข้ลูก ๆ ของเราที่เรารักให้ถึงฝั่งอย่างมีความสุขปลอดภัย จึงจับมือคุยกับทีมเบาหวานผู้ใหญ่ ศ. ดร. นพ. วีรพันธุ์ โขวิฑูรกิจ หัวหน้าหน่วยต่อมไร้ท่อและศูนย์ความเป็นเลิศเบาหวานฯ ท่านให้การสนับสนุนเป็นอย่างมาก โดยมีเวิร์คช้อปหลายครั้งระหว่างทีมเด็กและผู้ใหญ่ มีหมอเด็กหมอผู้ใหญ่ออกตรวจคนไข้ด้วยกันประชุมวางแผนการรักษาด้วยกัน ให้คนไข้มาผ่านคลินิกนี้ 1 ปี ทั้งการตรวจ รับยา ทำที่คลินิกผู้ใหญ่จนคนไข้มั่นใจแล้วว่า คุณหมอผู้ใหญ่ท่านนี้เข้าใจเขา ทำให้การส่งต่อเป็นไปอย่างราบรื่น
เป้าหมายด้านการเรียนการสอน เวลาที่ทีมเบาหวานไปออกตรวจ OPD หรือทีมนักสังคมสงเคราะห์ ทีมเบาหวาน ไปเยี่ยมโรงเรียน เยี่ยมบ้านเยี่ยมคนไข้เบาหวานรายใหม่ เราพานิสิตแพทย์ไปเรียนตรงนั้นด้วยจะได้เรียนรู้ชีวิตผู้ป่วยจริง ๆ ว่ากว่าเขามาถึง รพ. ไม่ได้มาง่าย ๆ การจะส่งเขากลับบ้าน เราต้องทำงานอีกมาก คุณครูที่โรงเรียนจะดูแลผู้ป่วยอย่างไร แก้ไขน้ำตาลตก ปรับยาการออกกำลังกาย ตรงนี้ต้องวางแผน ติดตามอย่างดี นิสิตแพทย์ไปเยี่ยมคนไข้ กลับมาเล่าให้ฟัง เขาได้เรียนรู้ มีความเห็นอกเห็นใจคนไข้เป้าหมายที่เขาวาดไว้อาจไปไม่ถึงเพราะขาดแคลนอุปกรณ์ เราต้องดูแลในมิติทางจิตสังคมด้วย ซึ่งนิสิตแพทย์จะเห็นภาพตรงนี้ชัดเจนมาก
เป้าหมายด้านงานวิจัย เราเป็นมหาวิทยาลัย ต้องผลิตองค์ความรู้ใหม่ เพื่อสังคม เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน นี้คือพันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราเก็บข้อมูลทำ Routine to research พัฒนาระบบให้ดี และเก็บข้อมูล ตีพิมพ์ ทำงานวิจัย เผยแพร่ผลงานไปด้วยงานวิจัยเหล่านี้ให้แพทย์ประจำบ้านและแพทย์ประจำบ้านต่อยอดของเรา ทำวิทยานิพนธ์ เราเป็นที่ปรึกษา เขาเก็บข้อมูลเรียนรู้ เขียนผลงานตีพิมพ์ ทีมก็นำผลการศึกษาเหล่านี้มาพัฒนาบริการหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ และพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ

ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ
ปัจจัยจากตนเอง คือ รักในงานที่ทำ รักในคุณค่าของงานที่ทำ โดยมีอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ เป็นสิ่งที่สำคัญ ได้มาจากการที่เรารับรู้ว่า งานที่ทำมีค่า มีความหมาย ตนเองมีความสุข ต่อมาจะรู้สึกว่ามีวิริยะ มีความเพียร สามารถแก้ปัญหาได้ มีอุปสรรคก็ไม่ย่อท้อ กุญแจสำคัญคือการใช้หลักธรรมของพระพุทธเจ้า มีอิทธิบาท 4 ทำให้ไม่เหนื่อย ไม่ท้อ ปัญหาบางอย่างต้องใช้เวลาแก้ แต่เราอดทนทำไปถึงจะช้าอย่างไร แต่ในที่สุดก็ถึงจุดหมายได้ถ้าเรามีทีมงานที่ดี
ปัจจัยต่อมา มี role model ที่ดี อาจารย์ที่เป็นตัวอย่าง ในวัยเด็กมีแพทย์ที่ดูแลครอบครัว ดูแลเรา อาจารย์อาวุโสหลายท่าน ผศ. พญ. เทวี วัฒนา กุมารแพทย์โรคไต ซึ่งเราไปออก OPD กับอาจารย์ อาจารย์ดูแลคนไข้ดีมาก ดูแลทั้งองค์รวม ดูแลทุกอย่าง เห็นการทำงานแบบอาจารย์อาวุโส ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างและ รศ. นพ. ชิษณุ พันธุ์เจริญ อาจารย์ดูแลคนไข้แบบ Holistic มาก และช่วยเหลือการจัดค่ายเบาหวานมาตลอด
ปัจจัยอื่น ๆ คือ การมีทีมงานที่ดี พอมาทำงานจริง เวลามีปัญหา ก็มีทีมงานที่น่ารัก เป็นทีมงานที่ทำงานด้วยใจ มีใจร่วมกัน มีเป้าหมายเดียวกัน เห็นคุณค่าในสิ่งเดียวกัน เป็นพลังของทีมที่ทำห้เราได้รับพลังใจทำให้ขับเคลื่อนทุกคนไปได้
กว่าจะถึงวันที่ประสบความสำเร็จ เจออุปสรรคอะไรบ้าง แล้วเอาชนะอย่างไร
ทุกคนต้องพบเจอกับอุปสรรค คิดว่าทักษะชีวิตสำคัญมาก คือ ต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยว กลับเข้าสู่หลักศาสนาของตนเอง ปรัชญาในการแก้ไขปัญหาชีวิตคือ การดำรงชีวิตทุก ๆ วันอย่างมีสติ ถ้ารู้ตัวในสิ่งที่ทำอยู่ ใช้ชีวิตด้วยการปฏิบัติธรรม หากเจองานที่เป็นอุปสรรค เราจะไม่หวั่นไหวหรือหดหู่ท้อแท้ อย่างการทำงาน อยากให้งานสำเร็จ แต่มีปัญหา ไม่อนุมัติให้เราทำ ถ้าใจร้อนอารมณ์เสียก็ไปไม่ถึงไหน แต่เราเองไม่ทะเลาะกับใคร ใช้การรับฟัง ปัญหาคืออะไร การทำงานที่ดีต้องฟังเสียงทุกเสียง ที่ไม่อนุมัติ เขาต้องมีเหตุผล ได้ยินเสียงจริง ๆ ของเขาหรือยัง ความกังวล ความต้องการของเขาคืออะไร ถ้าฟังเสียงของทุกคนในองค์กรก็จะพบวิธีแก้เอง และค่อย ๆ แก้ไข ทักษะที่ดีคือ ฝึกเจริญสติ ถ้าไม่ฝึกปฏิบัติเราจะฟังไม่ดี ฟังด่วนสรุป ไม่ลึกซึ้งพอ หลักการนี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง ทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นคนไข้นิสิตแพทย์ ครอบครัว ใช้ทักษะเดียวกัน
ถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้บางเรื่อง อยากกลับไปทำเรื่องใดมากที่สุด
ถ้าย้อนกลับไป เราคิดว่าไม่มีอะไรต้องแก้ไข อย่าไปกลัวความล้มเหลวหรือความผิดพลาดในอดีต นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราเติบโตมาเป็นเราในวันนี้ สิ่งที่บอกลูกศิษย์และคนไข้คือ ล้มเหลวได้เลยไม่เป็นไร สอบตกได้เลยไม่เป็นไร ผิดพลาดได้เลย บทเรียนเหล่านี้เราต้องเรียนรู้กับมัน เช่น คนไข้ไปเข้าค่าย ลืมเอายาเอาของไป แล้วเขาป่วยหนัก เข้าไอซียู เราอย่าไปซ้ำเติมเขา แต่ถามเขาว่า หนูได้บทเรียนอะไรจากเหตุการณ์นี้ เขาจะบอกในสิ่งที่เขาเรียนรู้ เขาจะต้องเตรียมของอะไรบ้าง ต้องมีแพลนเอ แพลนบี อุปกรณ์เกิดขัดข้องแล้วแพลนบีคืออะไร ถ้าใช้วิธีนี้ดูแลคนไข้ จะทำให้ความสัมพันธ์กับคนไข้ดีทุกอย่างถอดบทเรียนได้จากความผิดพลาด อย่าไปเรียกว่า ความผิดพลาด ต้องค่อย ๆ เรียนรู้ไป
ในอดีตที่ผ่านมาเวลาประสบปัญหาเหนื่อยหรือท้อปรึกษากับใคร
เวลามีปัญหา เรื่องงาน ส่วนใหญ่จะปรึกษาเพื่อนร่วมงาน ถ้าเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องปรึกษาผู้บังคับบัญชาจะปรึกษาหัวหน้าสาขา รศ. นพ. วิชิต สุพรศิลป์ชัย ซึ่งหน่วยงานเราใกล้ชิดกัน แพทย์ประจำบ้านไปทานข้าวด้วยกัน ปัญหาในการทำงานจะได้จากการคุย การปรึกษาแบบไม่เป็นทางการ โดยมากบรรยากาศในการคุยกัน จะคุยกันบนโต๊ะอาหาร แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องการการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา ต้องไม่ลังเลที่จะไปคุยกับหัวหน้า หรือถ้าต้องการความช่วยเหลือจากอาจารย์ เช่น ตอนนั้นที่จะตั้งคลินิกต่อมไร้ท่อเปลี่ยนผ่าน เราขอเข้าพบ ศ. ดร. นพ. วีรพันธุ์ โขวิฑูรกิจ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศฯ อาจารย์มี Resource ที่จะช่วยเราได้ ซึ่งเวลาที่ขอเข้าพบผู้ใหญ่ โดยมากถ้ามาด้วยความตั้งใจดีมาด้วยใจที่ต้องการพัฒนางานขององค์กร เขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือ แม้แต่เข้ามาทำงานในสมาคมวิชาชีพเอง อยากทำโครงการใหม่ ๆ ก็ไม่ลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจาก ศ. พญ. วรรณี นิธิยานันท์ รศ. นพ. เพชร รอดอารีย์ รศ. พญ. สุภาวดี ลิขิตมาศกุล และกรรมการอำนวยการหลาย ๆ ท่าน ซึ่งอาจารย์ให้ความสนับสนุนเราอย่างดี เพราะทุกคนมีจุดหมายเดียวกัน ได้ช่วยสังคม ช่วยคนไข้ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิต และการทำงาน
คนแรก ศ. นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ท่านเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาตั้งแต่ตนเองเป็นแพทย์ประจำบ้านได้เห็นการใช้ชีวิตของอาจารย์ในบทบาท หัวหน้าหน่วยงานต่อมไร้ท่อ หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานสมาคมวิชาชีพ ของต่อมไร้ท่อในเด็กในระดับภูมิภาค เห็นบทบาทของท่านที่เป็นคุณพ่อของลูกชาย 2 คน เห็นความทุ่มเทในการทำงานควบคู่กับการดูแลครอบครัวท่านทำทุกบทบาทได้ดี เป็น One of a kind จริงๆ ก็มองท่านเป็นตัวอย่างในแง่เป็นแพทย์ เป็นอาจารย์ เป็นนักบริหาร ที่ประสบความสำเร็จ และแบ่งเวลาได้ดีทั้งครอบครัว ตนเองและหน่วยงานด้วย
คนที่สอง ผศ. พญ. เทวี วัฒนา เป็นกุมารแพทย์ ทางด้านโรคไต อาจารย์เป็นผู้บุกเบิก เป็นผู้ชี้นำอาจารย์แพทย์รุ่นน้อง เห็นอาจารย์ในบทบาทผู้ขับเคลื่อนงานดูแลคนไข้เรื้อรังของ รพ.จุฬาฯ Psycho-social team มีทีมนักสังคมสงเคราะห์คุณครู จิตแพทย์ ซึ่งมาดูแลคนไข้ร่วมกัน มีการประชุมทีมสม่ำเสมอ อาจารย์เป็นผู้บุกเบิกในส่วนงานตรงนี้ขึ้นมา ทำให้ช่วยสนับสนุนทีมบริบาลคนไข้โรคเรื้อรังอื่น ๆ อีกด้วย
คนที่สาม หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ เป็นพระภิกษุชาวเวียดนาม ท่านเป็นผู้ก่อตั้งพุทธนิกายเซน ที่ก่อตั้งหมู่บ้านพลัม เป็นพระภิกษุที่ผ่านความยากลำบากมาในช่วงสงครามโลก สงครามเวียดนาม ถูกขับไล่ออกจากประเทศ ท่านเป็นสายเมตตา การยุติความรุนแรงด้วยสันติภาพ ด้วย Nonviolent คำสอนและวิธีการของท่านเป็นที่ยอมรับนับถือไปทั่วโลก เทคนิคของท่านนำมาฝึกและใช้ในงานได้ง่าย ทำอย่างไรที่จะผ่านความขัดแย้งโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเกลียดชังกัน หลักการนี้ใช้ได้ทุกระดับ ทุกความสัมพันธ์ ทั้งครอบครัว ตนเอง เพื่อนร่วมงานและผู้ป่วย และหลักการนี้ก็สามารถนำไปใช้ได้กับทุกอย่าง ทำให้งานทุกอย่างราบรื่น

คติหรือหลักการที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต
การใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดี และบ่มเพาะความกรุณากับผู้คนรอบ ๆ ตัว ภาพลายเส้นของหลวงปู่ที่แปะในห้องทำงานของตัวเองคือ “Breathe and Smile”
มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร ทิศทางในอนาคตเป็นอย่างไร
การแพทย์ของไทยเข้าสู่ยุคไอที ใช้ AI มากในฐานะแพทย์ เราคงไม่สามารถสร้างนิสิตแพทย์ให้เก่งเอาชนะ AI ต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกันเราต้องรักษาคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ที่ AI ชนะเราไม่ได้ คือเรื่องความเห็นอกเห็นใจกัน ความกรุณาต่อกัน การรับฟังกัน เรายังต้องการแพทย์ที่รับฟังคนไข้กุมมือเขา เห็นอกเห็นใจเขา ซึ่งเครื่องจักรทำแทนเราไม่ได้ มองว่าอนาคตแพทย์รุ่นใหม่ต้องมีทักษะตรงนี้ให้ดี ซึ่งโรงเรียนแพทย์ก็ต้องพยายามบ่มเพาะ สิ่งเหล่านี้ให้กับบัณฑิตรุ่นใหม่
ข้อแนะนำให้แพทย์รุ่นใหม่ และแพทย์ในสาขาต่อมไร้ท่อว่าจะประสบความสำเร็จต้องทำอย่างไร
อยากจะสื่อสารไปยังแพทย์รุ่นน้อง ๆ ให้หาคุณค่าของงานให้เจอ ภาษาญี่ปุ่นว่า “อิคิไก” คือรับรู้ว่างานที่ทำนั้นมีคุณค่าอะไรกับตนเอง ให้คุณค่าอะไรกับคนอื่น ถ้าเราหาคุณค่าในงานเจอ เราก็จะทำงานอย่างมีความสุข แม้ว่ามันจะหนัก ในความเป็นแพทย์ จบไปเราอาจจะมีเส้นทางไปทำงานได้หลายรูปแบบแพทย์บางคนถนัดดูแลคนไข้อย่างเดียว บางคนถนัดเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ทำงานอยู่ในศูนย์แพทย์ มหาวิทยาลัยแพทย์ บางคนชอบทำวิจัยมาก แพทย์บางคนมองตนเองว่าเป็นแพทย์ชนบท บางคนชอบงานบริหาร บริหารองค์กรวิชาชีพบริหารกระทรวง แพทย์บางคนไปเปิดเพจของตัวเองไปเป็นโค้ช ทุกคนมีความถนัด และทางเดินของตัวเอง ซึ่งดีที่ทำกันคนละด้าน แต่สิ่งที่อยากให้แพทย์รุ่นใหม่มองคือสิ่งที่เราให้คุณค่านั้นคืออะไร และทำงานที่เราชอบ ถนัดให้เต็มที่ ไปให้สุด พัฒนาฝึกปรือทักษะสิ่งตรงนั้นให้ดี สุดท้ายแล้วน้อง ๆ หาตรงนั้นเจอการทำงานจะมีความสุข ไม่เหนื่อย และได้รับพลังกลับคืนมา

