นพ. อธิพัฒน์ อธิพงษ์อาภรณ์
กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน
โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา
ในปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอย่างไม่หยุดยั้ง ตั้งแต่ระบบช่วยเขียนอีเมลไปจนถึงการจดจำใบหน้าเพื่อปลดล็อกสมาร์ทโฟน สำหรับในวงการแพทย์ AI ไม่ใช่เพียงแนวคิดล้ำสมัยอีกต่อไป เพราะ AI อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด และอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเราไปแล้ว สิ่งสำคัญคือ AI เป็นเครื่องมือที่เข้ามาจำลองสติปัญญาของมนุษย์เพื่อช่วยในการให้เหตุผล การเรียนรู้ และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (1)
AI จากชีวิตประจำวันสู่การก้าวกระโดดในทางการแพทย์
ในช่วงปี 2025 – 2026 เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด (Paradigm Shift) โดยเฉพาะการพัฒนาของ Large Language Models (LLMs) และ AI Agents ที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้ ทั้งด้านการใช้ชีวิตและการทำงานในหลายสาขา (2) สำหรับวิชาชีพโรคภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยา (Allergy and Immunology) AI ได้ก้าวเข้ามาเป็น “ตัวช่วย” ที่สำคัญเพื่อช่วยจัดการกับความซับซ้อนของโรค ที่มีความหลากหลายและความซับซ้อนสูง (Heterogeneity) ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนจากการรักษาและดูแลแบบทั่วไป (Generalized approach) ไปสู่การแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized medicine) ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น (2, 3)
เราใช้ AI ในการดูแลคนไข้ภูมิแพ้อย่างไรบ้าง
- การเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย (Enhanced Diagnostic Accuracy): AI ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนเพื่อระบุลักษณะทางฟีโนไทป์ (Phenotypes) ของโรค เช่น การแยกประเภทโรคหืดในเด็กออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ซึ่งช่วยให้การรักษาได้ผลดีขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับวิธีดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีระบบ Thermo-SPT ที่ใช้ AI ร่วมกับภาพถ่ายความร้อนจากสมาร์ทโฟนเพื่อช่วยอ่านผล Skin Prick Test ให้มีความแม่นยำและลดความคลาดเคลื่อนระหว่างผู้ตรวจ (1)
- การแพทย์เฉพาะบุคคลและการคัดเลือกยาชีววัตถุ (Precision Medicine & Biologics Selection): AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูล Multi-omics (เช่น พันธุกรรม และโปรตีนในเลือด) เพื่อทำนายการตอบสนองต่อการรักษา โดยเฉพาะการคัดเลือกยาชีววัตถุ (Biologics) ให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย (เช่น การทำนายผู้ที่จะตอบสนองต่อยา anti-IL-5 หรือ anti-IL-4Rα) ซึ่งช่วยลดเวลาการลองผิดลองถูกและเพิ่มความปลอดภัย (4, 5)
- การติดตามอาการทางไกลได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว (Remote Monitoring & Wearable Tech): การใช้เซนเซอร์อัจฉริยะและอุปกรณ์สวมใส่ เช่น Smart Inhalers ช่วยให้แพทย์ติดตามพฤติกรรมการใช้ยาและพยากรณ์การกำเริบของโรคหืดล่วงหน้าได้หลายวัน (3, 5) หรือในกลุ่มโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) มีการใช้ Smartwatches เพื่อตรวจจับพฤติกรรมการเกาในตอนกลางคืนซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่า 90% ช่วยให้ประเมินความรุนแรงของโรคได้มากขึ้น (3, 4)
- การลดภาระงานเอกสารและการสื่อสาร (Workflow Optimization & Chatbots): ระบบ AI Scribes หรือเครื่องมือบันทึกเวชระเบียนอัจฉริยะช่วยลดภาระงานเอกสารของแพทย์ลงได้อย่างมากขณะที่ Chatbots รุ่นใหม่ (เช่น GPT-4.0) สามารถให้ข้อมูลทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยได้ถูกต้องสูงถึง 96.3% ช่วยส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และเพิ่มการยอมรับในการรักษาของผู้ป่วย (4,6)
แล้วเราจะนำ AI มาใช้ในชีวิตประจำวันในการดูแลคนไข้โรคภูมิแพ้ในไทยได้อย่างไร
- Teledermatology และการคัดกรองเบื้องต้น: เนื่องจากจำนวนแพทย์เฉพาะทางในต่างจังหวัดยังมีจำกัด การใช้ AI (เช่น ระบบที่พัฒนามาจาก ResNet50) ช่วยแพทย์ทั่วไป (GP) ในการคัดกรองและประเมินความรุนแรงของผื่นภูมิแพ้ผ่านภาพถ่ายจะช่วยให้การส่งต่อผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น (4)
- ระบบพยากรณ์ความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อม: การเชื่อมโยงข้อมูล AI กับดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ในช่วง PM 2.5 สูง เพื่อแจ้งเตือนผู้ป่วยภูมิแพ้ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน จะช่วยให้ผู้ป่วยวางแผนการปฏิบัติตัวและป้องกันการกำเริบของโรคได้ล่วงหน้า (5,6)
- การใช้ Chatbot สื่อสารภาษาไทย: การนำ LLMs ที่ปรับแต่งให้เข้าใจบริบทภาษาและวัฒนธรรมไทย (Fine-tuning) มาช่วยตอบคำถามเรื่องการใช้ยาหรือการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ จะช่วยให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดความเสี่ยงจากการรับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากโซเชียลมีเดีย (6)
บทสรุปของ AI ในปี 2026 : AI in AI
AI ในปี 2026 ไม่ได้เข้ามาเพื่อแทนที่แพทย์ แต่เข้ามาเพื่อ “เพิ่มศักยภาพ” (Augmented Intelligence) (2, 5) ให้กับวิชาชีพภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยา แม้จะยังมีคำถามด้านจริยธรรม ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล แต่การเปิดรับนวัตกรรมเหล่านี้อย่างมีสติจะช่วยให้แพทย์ไทยสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ ทันเวลา และเป็นศูนย์กลางของผู้ป่วยอย่างแท้จริง เป้าหมายสูงสุดคือ การเปลี่ยนผ่านจาก “การรักษาตามอาการ” ไปสู่ “การจัดการและดูแลสุขภาพเชิงรุก” ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอัจฉริยะ ซึ่งเป็นการดูแลผู้ป่วยแนวใหม่ที่นำ AI ที่มีความแม่นยำสูงมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (7)
- Goktas P, Damadoglu E. Future of allergy and immunology: Is artificial intelligence the key in the digital era? Ann Allergy Asthma Immunol. 2025;134(4):396-407.
- van Breugel M, Greenhawt M, Eguiluz-Gracia I, Torres Jaén MJ, Anagnostou A, Koppelman GH. Artificial intelligence in allergy and immunology: Recent developments, implementation challenges, and the road toward clinical impact. J Allergy Clin Immunol. 2025;[In Press].
- Konstantinou G, Portnoy J. Artificial Intelligence and the Future of Allergy Practice. J Allergy Clin Immunol Pract. 2025;13(11):2937-9.
- Liu D, Hu BD, Glickman J, O’Hagan R, He H, Guttman-Yassky E. Artificial intelligence in atopic dermatitis: A narrative review. J Allergy Clin Immunol. 2025;156(4):889-98.
- González-Díaz SN, Morais-Almeida M, Ansotegui IJ, Macouzet-Sánchez C, Ordóñez-Azuara YG, Camarena-Galván J, et al. Artificial intelligence in allergy practice: Digital transformation and the future of clinical care. World Allergy Organ J. 2025;18(8):101078.
- Kamphorst K, de Jong J, Rider NL, Portnoy JM. Big Data and Artificial Intelligence: Current State and Future Opportunities in Allergy and Immunology. J Allergy Clin Immunol Pract. 2025;13(11):2914-24.
- Bellanti JA. Artificial intelligence and allergy: Shaping the future of diagnosis and therapy. Allergy Asthma Proc. 2025;46(6):351-3.

