ศ.คลินิก นพ. วีระศักดิ์ ศรินนภากร
งานต่อมไร้ท่อ กลุ่มงานอายุรศาสตร์
โรงพยาบาลราชวิถี
บทความนี้เป็นการเปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาการดูแลรักษาเบาหวานและการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนของประเทศไทยและโอกาสพัฒนาตามแนวทางมาตรฐานการดูแลเบาหวาน (1) เนื่องจากโรงพยาบาลในประเทศไทยมีหลายระดับและมีแนวทางการดูแลรักษาเบาหวานและการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนแตกต่างกัน แต่ก็สามารถพัฒนาความสามารถในการดูแลให้ได้ใกล้เคียงกับมาตรฐานที่มีได้
สุขภาพประชากร หมายถึง “ผลลัพธ์ด้านสุขภาพของกลุ่มบุคคล รวมถึงการกระจายตัวของผลลัพธ์ด้านสุขภาพภายในกลุ่ม” (1)
- ตัวชี้วัดสุขภาพ (อัตราการเสียชีวิต การเจ็บป่วย และสถานะการทำงาน)
- ระบาดวิทยาของโรค (อุบัติการณ์ และความชุก)
- ปัจจัยด้านพฤติกรรม (กิจกรรมทางกาย โภชนาการ)
- ผลลัพธ์ทางคลินิก (ระดับน้ำตาลสะสม (A1C), time in length เป็นต้น)
- แนวทางระดับนโยบาย
- ระดับระบบ
- ระดับบุคคล
คำแนะนำ
จากคำแนะนำที่ 1 สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา (ADA) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ซึ่งนิยามว่าเป็นการดูแลที่คำนึงถึงโรคร่วมและการพยากรณ์โรคของแต่ละบุคคล เคารพและตอบสนองต่อความชอบ ความต้องการ และค่านิยมของแต่ละบุคคล และมั่นใจว่าค่านิยมของแต่ละบุคคลจะเป็นแนวทางในการตัดสินใจทางคลินิกทั้งหมด
มาตรฐานการรักษาเบาหวาน ปี พ.ศ. 2566 ได้มีการปรับเปลี่ยนการใช้ยา โดยพิจารณาหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งพิจารณาถึงโรคร่วม และการที่มีเป้าหมายระดับ HbA1c ที่มีความแตกต่างตามกลุ่มวัย และได้มีแนวทางการใช้ยาที่พิจารณาตามสิทธิการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและความสามารถในการเข้าถึงยา โดยเฉพาะยากลุ่ม SGLT2 inh และ GLP-1 RA
ซึ่งต้นทุนการรักษาเบาหวานที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากทั้งความชุกของโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายต่อคนที่สูงขึ้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานยังเผชิญกับความยากลำบากทางการเงิน ซึ่งสัมพันธ์กับกับระดับน้ำตาลสะสม (A1C) ที่สูงขึ้น ความทุกข์ทรมานจากโรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อน และอาการซึมเศร้า (2)
อุปสรรคสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานคือ ระบบการให้บริการที่มักกระจัดกระจาย ขาดข้อมูลทางคลินิก ไม่ได้รับแรงจูงใจและงบประมาณที่เหมาะสม ไม่สามารถเข้าถึงผู้ป่วยโรคเบาหวานและชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ได้อย่างเพียงพอ และได้รับการออกแบบมาไม่ดีพอสำหรับการให้บริการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ประสานงานและต่อเนื่องในระยะยาว (3) มีแบบจำลองหลายแบบที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถปรับปรุงการให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานและผลลัพธ์ด้านสุขภาพ
- การออกแบบระบบ เปลี่ยนจากระบบการดูแลเชิงรับเป็นเชิงรุก
- การสนับสนุนการจัดการตนเอง
- การสนับสนุนการตัดสินใจ
- ระบบสารสนเทศทางคลินิก (โดยใช้ทะเบียนข้อมูลที่สามารถให้การสนับสนุนเฉพาะบุคคลและตามกลุ่มประชากรแก่ทีมดูแลผู้ป่วย)
- ทรัพยากรและนโยบายชุมชน การระบุหรือพัฒนาทรัพยากรเพื่อสนับสนุนวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี
- ระบบสุขภาพ (เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นคุณภาพ)
ทีมดูแลซึ่งดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยงภาวะเฉื่อยชาในการรักษา และให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (โภชนาการและกิจกรรมทางกาย) การบำบัดด้วยยา และ/หรือระบบสนับสนุนทางสังคมและการเงินอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม
รูปแบบ Patient-Centered Medical Home (PCMH) สามารถปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพได้ด้วยการส่งเสริมการดูแลเบื้องต้นที่ครอบคลุม และเปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการจัดการโรคเรื้อรังแบบทีม (5-7)
องค์กรดูแลรับผิดชอบที่นับผลงานได้ Accountable Care Organizations (ACOs) ซึ่งเป็นรูปแบบการให้บริการและการชำระเงินที่มุ่งเน้นการดูแลขั้นพื้นฐาน สามารถสนับสนุนการนำโมเดล CCM ไปใช้ และในที่สุดช่วยปรับปรุงตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับเบาหวานในองค์กรที่เข้าร่วมได้ (8) ได้มีการนำเสนอรูปแบบชุมชนด้านสุขภาพที่มีความรับผิดชอบเพื่อสนับสนุนการระบุโรคและแก้ไขตามความต้องการทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเพื่อปรับปรุงการจัดการโรคและผลลัพธ์ด้านสุขภาพ (9)

การแพทย์ทางไกล
การแพทย์ทางไกลใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น การประชุมทางวิดีโอ แอพมือถือ และการติดตามระยะไกล เพื่อให้บริการด้านสุขภาพหลากหลายรูปแบบจากระยะไกล รวมถึงการดูแลทางคลินิก การศึกษา และสนับสนุนด้านการบริหาร การแพทย์ทางไกลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการมุ่งเน้นไปที่การดูแลทางคลินิกระยะไกลโดยเฉพาะ เช่น การวินิจฉัย การรักษา และการปรึกษาผ่านการสื่อสารแบบเรียลไทม์ การเข้าถึงและการใช้งานบริการการแพทย์ทางไกลอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับการดูแลแบบตัวต่อตัว สามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานเข้าถึงการดูแลและบริการ Diabetes self-management and support (DSMES) ได้อย่างทันท่วงที
การแพทย์ทางไกลควรถูกใช้เพื่อเสริม แต่ไม่ทดแทนการไปพบแพทย์แบบตัวต่อตัว เพื่อการจัดการระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสม (10,11) หลักฐานที่เพิ่มมากขึ้นชี้ให้เห็นว่า วิธีการแพทย์ทางไกลต่าง ๆ อาจช่วยลดค่า A1C ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่อเปรียบเทียบกับการดูแลตามปกติ หรือในกรณีที่ใช้เพิ่มเติมจากการดูแลตามปกติ (12) และผลการศึกษาพบว่า การแพทย์ทางไกลเป็นวิธีการที่ปลอดภัยในการให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ในพื้นที่ชนบท (13) สำหรับประชากรในพื้นที่ชนบทหรือผู้ที่เข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้จำกัด การแพทย์ทางไกลมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นในด้านประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดการระดับน้ำตาลในเลือดที่วัดด้วยค่า A1C (14-17)
นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิผลของการให้บริการทางการแพทย์ทางไกลในการรักษาความดันโลหิตสูงและภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (18) กลยุทธ์เชิงปฏิสัมพันธ์ที่อำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมถึงการใช้เว็บหรือข้อความสั้น และการปรับเปลี่ยนยา แนวโน้มว่าจะมีผลการรักษาที่ดีขึ้น (19) การใช้แพทย์ทางไกลอย่างเหมาะสมเพื่อปรับปรุงการจัดการโรคเบาหวานจำเป็นต้องคาดการณ์และแก้ไขอุปสรรคที่เกิดจากค่าใช้จ่าย ความสามารถ และทรัพยากร (รวมถึงการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง) ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ขณะที่กระบวนการดูแลโรคเบาหวานและการเข้าถึงเทคโนโลยีหลายด้านได้พัฒนาขึ้นในระดับประเทศในทศวรรษที่ผ่านมา คุณภาพโดยรวมของการดูแลสำหรับผู้ป่วยเบาหวานยังคงไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ควรเป็น (20) ความพยายามในการยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยเบาหวานรวมถึงการให้การดูแลที่สอดคล้องกับแนวทางที่มีหลักฐานรองรับ (21), ขยายบทบาทของทีมในการดำเนินกลยุทธ์การจัดการโรคที่เข้มข้นมากขึ้น (22), ติดตามพฤติกรรมการใช้ยา (23), ออกแบบกระบวนการดูแลใหม่ (24), นำเครื่องมือสุขภาพประชากรในระบบบันทึกสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) มาใช้ (25), ส่งเสริมและให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเบาหวาน (26), ลดอุปสรรคทางการเงิน (27), ใช้เทเลเฮลธ์เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการดูแล, ประเมินและแก้ไขปัญหาทางจิตสังคม (28, 29) และการมีส่วนร่วมกับทรัพยากรชุมชนและนโยบายสาธารณะที่สนับสนุนรูปแบบการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดี (30)
หลายคลินิกเบาหวานได้มีการจัดตั้ง one-stop service ในการบริการคัดกรองภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน การใช้ AI ในการคัดกรองเบาหวานขึ้นจอตา ทำให้การคัดกรองภาวะแทรกซ้อนทำได้มากขึ้น และถึงแม้ว่าการควบคุมน้ำตาล ระดับ HbA1c ถึงเป้าหมายมากขึ้น แต่ถ้าดูทั้ง 3 ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ HbA1c ความดันโลหิต และ LDL-C ที่รักษาได้ตามเป้าหมายครบทั้ง 3 ปัจจัย ในผู้เป็นเบาหวานรายเดียวกัน สัดส่วนยังอาจจะไม่ได้เป้าหมายนัก ซี่งเป็นโอกาสในการจัดการโรคเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนต่อไปในอนาคต
การพัฒนาคุณภาพ
การทบทวนอย่างเป็นระบบล่าสุดสรุปว่า การพัฒนาคุณภาพ (Quality Improvement: QI) สามารถปรับปรุงผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน (31) ซึ่งปัจจุบันหลายโรงพยาบาลได้ผ่านการรับรอง มาตรฐาน Program and Disease Specific certification: PDSC) หรือมาตรฐานเฉพาะโรค/เฉพาะระบบ เป็นมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างการเรียนรู้และกระตุ้นการพัฒนาคุณภาพในสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะโรคหรือระบบ โดยมีการพัฒนามาตรฐานเฉพาะโรค/เฉพาะระบบ (The Program and Disease Specific Standard: PDSS) เพื่อให้สถานพยาบาลสามารถพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มโรคหรือระบบเฉพาะได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการประเมินการรับรองคุณภาพของสถานพยาบาลตามมาตรฐานเหล่านี้ เพื่อให้สถานพยาบาลสามารถขอรับรองขั้นก้าวหน้า (Advanced HA) สำหรับการรับรอง HA PDSC โรค/ระบบเบาหวาน จาก สรพ. ได้แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่
- คลินิกเบาหวาน
- ศูนย์เบาหวาน
- ศูนย์ความเป็นเลิศโรคเบาหวาน
ซึ่งจะช่วยการพัฒนาการดูแลผู้เป็นเบาหวานในโรงพยาบาล โดยมีระบบที่ประเมิน ดูแล รักษา ป้องกันโรคเบาหวาน มีการให้ความรู้เพื่อดูแลตนเอง (DSMES) โดยบุคลากรที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐาน (certified diabetes educator: CDE) มีการประเมินและเปรียบเทียบตัวชี้วัดต่าง ๆ กับคู่เทียบที่เหมาะสม รวมถึงการสร้างงานนวัตกรรม และงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อไป การเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลที่ผ่านการรับรองการประเมิน HA PDSC เบาหวานจะมีส่วนช่วยในการรักษาเบาหวานให้ได้เป้าหมายมากขึ้น
การปรับการรักษารายบุคคลให้เหมาะกับบริบททางสังคม
คำแนะนำ
สำหรับระบบสาธารณสุขในประเทศไทยสามารถครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ ซึ่งได้แก่ สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ ประกันชีวิต อื่น ๆ ซึ่งครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ แต่อาจจะมีปัจจัยค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่าตรวจเลือด ค่ายา เช่น ค่าเดินทาง หรือภาระการที่ญาติต้องนำผู้ป่วยสูงอายุหรือติดเตียงมาโรงพยาบาล แถบตรวจน้ำตาลปลายนิ้วด้วยตนเองอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นอุปสรรคในการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
ความไม่เสมอภาคด้านสุขภาพสัมพันธ์กับโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนต่างชัดเจน โดยมีอิทธิพลอย่างมากจากปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อสุขภาพ (SDOH) และเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการเกิดโรคเบาหวาน ความชุกของโรคที่สูงขึ้น และผลลัพธ์ที่แย่ลงที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน (32-34) ความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัยมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความสามารถของบุคคลในการดูแลตนเองด้านเบาหวาน (35) ความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัยมักมาพร้อมกับอุปสรรคอื่น ๆ เช่น การดูแลตนเอง ความไม่มั่นคงด้านอาหาร ขาดประกันสุขภาพ ปัญหาความบกพร่องทางสติปัญญา ปัญหาสุขภาพจิต และขาดทักษะการอ่านเขียนหรือคำนวณ (36)
* สำหรับคำแนะนำ ปี 2026 ADA (37) ได้เพิ่มเติมในรายละเอียดถึงการใช้ Digital tools หรือ โคช อาจจะพิจารณาตามความเหมาะสม (หลักฐานระดับ B)
สำหรับประเทศไทยได้ใช้แนวทางในการนับคาร์บ และลดคาร์บ ในการควบคุมระดับน้ำตาล และการจัดการอาหารแบบต่าง ๆ เพื่อการควบคุมระดับน้ำตาลและส่งเสริมให้มีภาวะเบาหวานระยะสงบ สำหรับแนวทางการให้ความรู้เพื่อดูแลตนเองสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Diabetes self-management education and support (DSMES) ได้ในเรื่อง Update การพัฒนาระบบการดูแลเบาหวาน และ Diabetes self-management education and support (DSMES) ในวารสาร (https://cimjournal.com/interest-article/diabetes-self-manage-edu-sup/) และจะมีการใช้ Digital tools หรือ โคช มากขึ้นในอนาคต
* สำหรับคำแนะนำ ปี 2026 ADA ได้เพิ่มเติมในรายละเอียดถึงการประเมินความเสี่ยโรคไตเพิ่มเติม (หลักฐานระดับ B) (37)
ปัจจุบันเรามีเจ้าหน้าที่ อสม. และ อสส. ในการประเมินคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจจะขยายงานในการแนะนำปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่น ๆ ได้แก่ โรคอ้วน การสูบบุหรี่ และไขมันที่ผิดปกติ CVD risk scores เป็นต้น รวมถึงแนะนำอาการเตือนที่ต้องมาพบแพทย์ในอาการที่สงสัยการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ซึ่งการทราบตำแหน่งผู้ป่วยทำให้สามารถรับการรักษาและส่งต่อไปสถานพยาบาลที่เหมาะสมได้รวดเร็วขึ้น ส่วนการประเมินโรคไตอาจจะอยู่ใน CKD คลินิก ซึ่ง อสม.จะเป็นบุคลากรที่สำคัญในการประเมินโรคไตและให้คำแนะนำในการชะลอโรคไตร่วมด้วย
สรุป
การพัฒนาการดูแลผู้ที่เป็นเบาหวานและเสี่ยงต่อโรคเบาหวานจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและความร่วมมือระหว่างผู้ป่วยเบาหวานและผู้ดูแล ทีมดูแลสุขภาพหลายสาขา ระบบสุขภาพ เครือข่ายในชุมชน ผู้จ่ายเงินนโยบายสาธารณะ และหน่วยงานสาธารณสุข โดยอาศัยแนวทางเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามคำแนะนำในการดูแลโรคเบาหวานที่ใช้หลักฐานเป็นพื้นฐาน ซึ่งได้กล่าวถึงในข้อกำหนดมาตรฐานการดูแล โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงสุขภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และลดผลกระทบของโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนต่อบุคคลและสังคม
- Improving Care and Promoting Health in Populations: Standards of Care in Diabetes—2025. Diabetes Care 2025;48( 1):S14–S26 | https://doi.org/10.2337/dc25-S001.
- Patel MR, Zhang G, Heisler M, et al. Measurement and validation of the comprehensive score for financial toxicity (COST) in a population with diabetes. Diabetes Care 2022;45:2535–2543.
- Chehal PK, Selvin E, DeVoe JE, Mangione CM, Ali MK. Diabetes and the fragmented state of US health care and policy. Health Aff (Millwood) 2022;41:939–946.
- Stellefson M, Dipnarine K, Stopka C. The chronic care model and diabetes management in US primary care settings: a systematic review. Prev Chronic Dis 2013;10:E26.
- Adler-Milstein J, Linden A, Hollingsworth JM, Ryan AM. Association of primary care engagement in value-based reform programs with health services outcomes: participation and synergies. JAMA Health Forum 2022;3:e220005.
- Bojadzievski T, Gabbay RA. Patient-centered medical home and diabetes. Diabetes Care 2011;34:1047–1053.
- McManus LS, Dominguez-Cancino KA, Stanek MK, et al. The patient-centered medical home as an intervention strategy for diabetes mellitus: a systematic review of the literature. Curr Diabetes Rev 2021;17:317–331.
- Fraze TK, Lewis VA, Tierney E, Colla CH. Quality of care improves for patients with diabetes in medicare shared savings accountable care organizations: organizational characteristics associated with performance. Popul Health Manag2018;21:401–408.
- Centers for Medicare & Medicaid Services. Accountable Health Communities Model.Accessed 15 August 2024. Available from https://www.cms.gov/priorities/innovation/innovation models/ahcm.
- Zupa MF, Vimalananda VG, Rothenberger SD, et al. Patterns of telemedicine use and glycemic outcomes of endocrinology care for patients with type 2 diabetes. JAMA Netw Open 2023;6:e2346305.
- Mullur RS, Hsiao JS, Mueller K. Telemedicine in diabetes care. Am Fam Physician 2022;105:281–288.
- Crowley MJ, Tarkington PE, Bosworth HB, et al. Effect of a comprehensive telehealth intervention vs telemonitoring and care coordination in patients with persistently poor type 2 diabetes control: a randomized clinical trial. JAMA Intern Med 2022;182:943–952.
- Xu T, Pujara S, Sutton S, Rhee M. Tele medicine in the management of type 1 diabetes. Prev Chronic Dis 2018;15:E13.
- Kobe EA, Lewinski AA, Jeffreys AS, et al. Implementation of an intensive telehealth inter vention for rural patients with clinic-refractory diabetes. J Gen Intern Med 2022;37:3080–3088.
- Heitkemper EM, Mamykina L, Travers J, Smaldone A. Do health information technology self-management interventions improve glycemic control in medically underserved adults with diabetes? A systematic review and meta-analysis. J Am Med Inform Assoc 2017;24:1024–1035.
- Jarvandi S, Roberson P, Greig J, Upendram S, Grion J. Effectiveness of diabetes education interventions in rural America: a systematic review. Health Educ Res 2023;38:286–305.
- Moschonis G, Siopis G, Jung J, et al.; DigiCare4You Consortium. Effectiveness, reach, uptake, and feasibility of digital health interventions for adults with type 2 diabetes: a systematic review and meta-analysis of randomised controlled trials. Lancet Digit Health 2023;5:e125–e143.
- Mapping the evidence on the effectiveness of telemedicine interventions in diabetes, dyslipidemia, and hypertension: an umbrella review of systematic reviews and meta-analyses. J Med Internet Res 2020;22:e
- Faruque LI, Wiebe N, Ehteshami-Afshar A, et al.; Alberta Kidney Disease Network. Effect of telemedicine on glycated hemoglobin in diabetes: a systematic review and meta-analysis of randomized trials. CMAJ 2017;189:E341–E364.
- Fang M,Wang D, Coresh J, Selvin E. Trends in diabetes treatment and control in U.S. adults, 1999-2018. N Engl J Med 2021;384:2219–2228.
- Peterson KA, Carlin CS, Solberg LI, Normington J, Lock EF. Care management processes important for high-quality diabetes care. Diabetes Care 2023;46:1762–1769.
- Herges JR, Matulis JC, Kessler ME, RuehmannLL, Mara KC,McCoy RG. Evaluation of an enhanced primary care team model to improve diabetes care. Ann Fam Med 2022;20:505–511.
- Raebel MA, Schmittdiel J, Karter AJ, Konieczny JL, Steiner JF. Standardizing terminology and definitions of medication adherence and persistence in research employing electronic data bases. Med Care 2013;51:S11–S21.
- Feifer C, NemethL, Nietert PJ,etal. Different paths to high-quality care: three archetypes of top-performing practice sites. Ann Fam Med 2007;5:233–241.
- Mungmode A, Noor N, Weinstock RS, et al. Making diabetes electronic medical record data actionable: promoting benchmarking and population health improvement using the T1D Exchange Quality Improvement Portal. Clin Diabetes 2022;41:45–55
- PowellRE, ZaccardiF, BeebeC, et al. Strategies for overcoming therapeutic inertia in type 2 diabetes: a systematic review and meta-analysis. Diabetes Obes Metab 2021;23:2137–2154.
- Herges JR, Neumiller JJ, McCoy RG. Easing the financial burden of diabetes management: a guide for patients and primary care clinicians. Clin Diabetes 2021;39:427–436.
- Young-Hyman D, de Groot M, Hill-Briggs F, Gonzalez JS, Hood K, Peyrot M. Psychosocial care for people with diabetes: a position statement of the American Diabetes Association. Diabetes Care 2016;39:2126–2140.
- Davis J, Fischl AH, Beck J, et al. 2022 National standards for diabetes self-management education and support. Diabetes Care 2022;45:484–494.
- Pullen-Smith B, Carter-Edwards L, Leathers KH. Community health ambassadors: a model for engaging community leaders to promote better health in North Carolina. J Public Health Manag Pract 2008;14(Suppl):S73–S81.
- Konnyu KJ, Yogasingam S, Lepine J, et al. Quality improvement strategies for diabetes care: Effects on outcomes for adults living with diabetes. Cochrane Database Syst Rev 2023;5:CD014513.
- Hill-Briggs F, Adler NE, Berkowitz SA, et al. Social determinants of health and diabetes: a scientific review. Diabetes Care 2020;44:258–279.
- Zakaria NI, Tehranifar P, Laferrere B, Albrecht SS. Racial and ethnic disparities in glycemic control among insured US adults. JAMA Netw Open2023;6:e2336307.
- Patel MR, Piette JD, Resnicow K, Kowalski Dobson T, Heisler M. Social determinants of health, cost-related nonadherence, and cost reducing behaviors among adults with diabetes: findings from the National Health Interview Survey. Med Care 2016;54:796–803.
- Stahre M, Van Eenwyk J, Siegel P, Njai R. Housing insecurity and the association with health outcomes and unhealthy behaviors, Washington State, Prev Chronic Dis 2015;12:E109.
- White BM, Logan A, Magwood GS. Access to diabetes care for populations experiencing homelessness: an integrated review. Curr Diab Rep 2016;16:112.
- American Diabetes Association Professional Practice Committee for Diabetes*. 1. Improving Care and Promoting Health in Populations: Standards of Care in Diabetes-2026. Diabetes Care. 2026 Jan 1;49(Supplement_1):S13-S26. doi: 10.2337/dc26-S001. PMID: 41358887; PMCID: PMC12690171.







