CIMjournal

Virus update: โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus): ภัยคุกคามอุบัติใหม่และการเตรียมความพร้อมในประเทศไทย


พญ. นันตรา สุวันทารัตน์รศ. พญ. นันตรา สุวันทารัตน์
วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ ม.ธรรมศาสตร์
และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

บทนำ

โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus: NiV) เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คนที่รุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง (Case Fatality Rate) ระหว่างร้อยละ 40 – 75 แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยยืนยันในมนุษย์ แต่การระบาดระลอกใหม่ในรัฐเบงกอลตะวันตก (West Bengal State) ประเทศอินเดีย เมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 ซึ่งพบผู้ป่วยยืนยันเป็นบุคลากรทางการแพทย์และมีอัตราตายสูงถึงร้อยละ 67 เป็นสัญญาณเตือนสำคัญให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยต้องยกระดับการเฝ้าระวัง ไวรัสชนิดนี้ถูกจัดเป็นเชื้อก่อโรคที่มีอันตรายสูงในระดับความปลอดภัยทางชีวภาพที่ 4 (biosafety level, BSL-4) เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพจำเพาะ


ข้อมูลด้านจุลชีววิทยาและสัตว์รังโรค

ไวรัสนิปาห์จัดอยู่ในตระกูล Paramyxoviridae สกุล Henipavirus เป็นไวรัสชนิด RNA สายเดี่ยว มีสัตว์รังโรคตามธรรมชาติคือ ค้างคาวกินผลไม้ (fruit bats) หรือค้างคาวแม่ไก่ ในสกุล Pteropus เชื้อจะถูกขับออกมาทางสิ่งขับถ่ายของค้างคาว เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ และมูล ทั้งนี้ การศึกษาในประเทศไทยพบว่าค้างคาวแม่ไก่มีอัตราการติดเชื้อร้อยละ 10 แต่ยังไม่มีหลักฐานการแพร่สู่มนุษย์หรือสุกรในพื้นที่


ระบาดวิทยาและการแพร่กระจายเชื้อ

ประวัติการระบาดที่สำคัญเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 – 2542 (ค.ศ. 1998 – 1999) ในมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยมี “สุกร” เป็นโฮสต์กึ่งกลาง (intermediate host) และส่งผ่านเชื้อไวรัสนี้มาในคน ผ่านการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนจากค้างคาว ซึ่งเป็นการแพร่กระจายหลักจากสัตว์สู่คน (zoonotic) โดยพบผู้ป่วย 265 ราย เสียชีวิต 105 ราย มีอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 40 (รูปที่ 1) โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus)

รูปที่ สรุปกลไกการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (รูปโดย รศ.พญ.นันตรา สุวันทารัตน์)
การระบาดของโรคครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซียเป็นการติดเชื้อจากสัตว์ (ค้างคาวและสุกร) สู่คนเป็นหลัก แต่ในการติดเชื้อครั้งต่อ ๆ มา ในประเทศอินเดีย เป็นการติดเชื้อจากค้างคาวและการกินอาหาร (ผลไม้และน้ำตาล) ที่ปนเปื้อนสู่คน และมีการติดต่อจากคนสู่คน และในการระบาดล่าสุด (มกราคม พ.ศ. 2569) มีการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้มีผู้สัมผัสโรคเป็นจำนวนมาก


ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) พบมีรายงานการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสนี้ในประเทศอินเดียและบังคลาเทศ มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 347 คน มีอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 71.7 ซึ่งเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุด โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) ถึงปี เป็นต้นมาพบผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่รัฐเกรละ (Kerala State) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายน (ค.ศ. 2018 พบผู้ป่วย 23 ราย อัตราการเสียชีวิตร้อยละ 91, ค.ศ. 2023 พบผู้ป่วย 6 ราย อัตราการเสียชีวิตร้อยละ 33, ค.ศ. 2024 พบผู้ป่วย 2 ราย อัตราการเสียชีวิตร้อยละ 100, ค.ศ. 2025 พบผู้ป่วย 4 ราย อัตราการเสียชีวิตร้อยละ 50) โดยรูปแบบการระบาดเปลี่ยนเป็นการติดเชื้อจากค้างคาวสู่คนโดยตรงผ่านการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อน เช่น น้ำตาลสดจากต้นอินทผลัม (Date palm sap) หรือผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของค้างคาว และมีรายงานการติดต่อจากคนสู่คน (human-to-human transmission) ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลายหรือเสมหะของผู้ป่วย

การระบาดของเชื้อไวรัสนี้ครั้งล่าสุด พบที่รัฐเบงกอลตะวันตก (West Bengal State) ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) โดยในครั้งนี้พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อเป็นบุคลากรทางการแพทย์ 2 รายที่มีอาการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจรุนแรง และอาการทางระบบประสาท (สมองอักเสบ) ทั้งนี้มีผู้สัมผัสโรคจำนวนถึง 190 ราย (รูปที่ 2)

โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus)

รูปที่ สรุปตำแหน่งรัฐที่พบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดีย (รูปโดย รศ.พญ.นันตรา สุวันทารัตน์)
การระบาดในประเทศอินเดียนั้นพบส่วนมากที่รัฐเกรละ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) แต่การระบาดครั้งล่าสุด (มกราคม พ.ศ. 2569, ค.ศ. 2026) พบที่รัฐเบงกอลตะวันตก


ลักษณะทางคลินิกและการวินิจฉัยแยกโรค

ระยะฟักตัวของโรคเฉลี่ยอยู่ที่ 4 – 14 วัน แต่อาจยาวนานได้ถึง 45 วัน อาการทางคลินิกแบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก:

  1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ: มีไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจลำบาก และอาจดำเนินไปสู่ปอดอักเสบรุนแรงหรือภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (acute respiratory distress syndrome, ARDS)
  2. กลุ่มอาการระบบประสาท: สมองอักเสบเฉียบพลัน (acute encephalitis) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง สับสน ชัก ซึม จนถึงหมดสติภายใน 24 – 48 ชั่วโมง

สำหรับการวินิจฉัยแยกโรคในประเทศไทย แพทย์ควรคำนึงถึงโรคที่มีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น ไข้สมองอักเสบจากไวรัสชนิดอื่น (เช่น Japanese Encephalitis), โรคไข้เลือดออก, โรคไข้หวัดใหญ่, เมลิออยโดสิส รวมถึงโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งมีความแตกต่างสำคัญคือไวรัสนิปาห์มักไม่อุบัติซ้ำต่อเนื่องในชุมชนได้ง่ายเท่า COVID-19


แนวทางการวินิจฉัยและการเก็บสิ่งส่งตรวจในประเทศไทย

ตามแนวทางของกรมควบคุมโรคและกรมการแพทย์ (ฉบับวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569) เกณฑ์ผู้ป่วยสงสัย (PUI) คือผู้ที่มีไข้ร่วมกับอาการทางระบบหายใจหรือระบบประสาท และมีประวัติเสี่ยงภายใน 21 วัน ได้แก่ เดินทางจากพื้นที่ระบาด (เช่น รัฐเวสต์เบงกอล), สัมผัสสัตว์ที่เป็นแหล่งโรค หรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

ชนิดตัวอย่างที่ต้องเก็บ (ควรเก็บอย่างน้อย 2 ชนิด)
  • ทุกราย: Throat swab และ Nasal/Nasopharyngeal swab ใน VTM หรือ UTM (ต้องเก็บสิ่งส่งตรวจทั้งสองตำแหน่ง), เลือด 2 หลอดทดสอบ ปริมาณหลอดละ 3 – 5 มิลลิลิตร (EDTA blood ฝาสีม่วง และ Clotted blood ฝาสี), หรือ ปัสสาวะ
  • กรณีมีอาการระบบประสาท: น้ำไขสันหลัง (CSF) ปริมาณอย่างน้อย 1 มิลลิลิตร (ห้ามใส่สารใดๆ)
  • กรณีใส่ท่อช่วยหายใจ: Tracheal aspirate หรือ BAL

การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการหลักคือวิธีทางชีวโมเลกุล (nucleic acid amplification test, NAAT) ด้วยวิธี Real-time PCR (RT-PCR) เพื่อตรวจหาสารชีวโมเลกุลของเชื้อในสิ่งส่งตรวจ โดยเฉพาะในสิ่งส่งตรวจจากทางเดินหายใจ และในเลือด หรือในน้ำไขสันหลังในกรณีที่มีอาการสมองอักเสบ และการตรวจทางน้ำเหลือง (serology) เพื่อหา IgM โดยต้องดำเนินการเก็บและขนส่งในระบบบรรจุภัณฑ์ 3 ชั้น (Triple Packaging System) ตามมาตรฐาน IATA Category A (UN 2814) เพื่อส่งไปยังสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือ โรงพยาบาลบำราศนราดูร กระทรวงสาธารณสุข


คำแนะนำในการดูแลผู้ป่วยทางเวชปฏิบัติ และการรักษาที่สำคัญ

ในประเทศไทย กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลว่า มีการคัดกรองผู้ติดเชื้อ เช่น อาการไข้ การเดินทางจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ครอบคลุมตั้งแต่มีการเดินทางเข้าประเทศไทยมาตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ในเวชปฏิบัติ สถานพยาบาลควรมีแนวทางการคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการที่เข้าได้กับโรคนี้ โดยเฉพาะที่มาจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อแยกผู้ป่วยให้เหมาะสม โดยเมื่อมีผู้ป่วยสงสัย แพทย์ควรประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ และประสานกับงานส่งเสริมสุขภาพหรืองานควบคุมโรคของสถานพยาบาล ในการประเมินความเสี่ยงและปรึกษากับทางงานควบคุมโรคติดเชื้อ ของสาธารณสุขจังหวัด และงานควบคุมโรคของแต่ละเขต ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อปรึกษาแนะนำและอนุมัติการส่งตรวจเพื่อการวินิจฉัยโรคอย่างเหมาะสมต่อไป นอกจากนี้การตรวจประเมินเพื่อการวินิจฉัยโรคและการวินิจฉัยแยกโรคที่ทำได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยในแต่ละสถาบันการแพทย์นั้นจะช่วยในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การตรวจ NAAT เพื่อค้นหาเชื้อก่อโรคทางระบบทางเดินหายใจ (respiratory virus PCR panel หรือ pneumonia PCR panel)  การตรวจหาเชื้อก่อโรคเยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ (meningitis/ encephalitis PCR panel)  การตรวจเอกซเรย์ปอด การตรวจเพาะเชื้อแบคทีเรียจากเสมหะ และจากน้ำไขสันหลัง ซึ่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ และความจำเป็นในการตรวจ ดังนั้นไม่ควรส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเกินความจำเป็น หรือบ่อยครั้งเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงของบุคลากรในการสัมผัสโรค การส่งตรวจควรมีการประสานกับห้องปฏิบัติการทุกครั้ง การตรวจที่อาจทำให้เกิดละอองในการตรวจ เช่น Gram stain อาจพิจารณาไม่ส่งตรวจ นอกจากนี้อาจต้องประเมินการติดเชื้ออื่น ๆ ที่สำคัญและส่งตรวจตามความเหมาะสม เช่น NAAT or PCR for Mycobacteria spp. (MTB/ NTM) เป็นต้น

ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะ (specific treatment) ต่อการติดเชื้อไวรัสนิปาห์นี้ การดูแลหลักคือ การรักษาตามอาการและประคับประคอง (supportive care) และการให้การรักษาเบื้องต้น เช่น empirical antibiotics และ antiviral รวมถึงการตรวจหาสาเหตุของการติดเชื้ออื่นที่จำเพาะ เพื่อการรักษาที่จำเพาะอย่างเหมาะสมต่อไป

  • การจัดการใน ICU: สำหรับผู้ป่วยที่มีสมองอักเสบหรือระบบหายใจล้มเหลว ต้องติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด
  • ยาต้านไวรัส: ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ายาชนิดใดมีประสิทธิภาพชัดเจนในมนุษย์ ส่วนการใช้ steroid อาจพิจารณาในรายที่มี ARDS เป็นกรณีไป


การควบคุมการติดเชื้อและการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาล

โรงพยาบาลต้องจัดระบบ One-stop service เพื่อคัดกรอง PUI ทันทีที่เวชระเบียน โดยบุคลากรทางการแพทย์ต้องปฏิบัติตามหลักป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด: เนื่องจากโรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตที่สูง หากยังไม่มั่นใจในการวินิจฉัย ควรทำการแยกผู้ป่วย เช่นในห้อง negative pressure, airborne precaution และใส่ PPE ให้เหมาะสม

  • Standard, Contact และ Droplet Precautions: สำหรับการดูแลผู้ป่วยทั่วไป
  • Airborne Precautions (N95 + AIIR): ต้องใช้เมื่อทำหัตถการที่ก่อให้เกิดละอองฝอย (Aerosol-generating procedures) เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ หรือการดูดเสมหะ
  • PPE: บุคลากรที่ดูแลใกล้ชิดต้องสวมชุดป้องกันตามระดับความเสี่ยง (Goggles/Face shield, N95, Protective gown หรือ Coverall และถุงมือ)

หากพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ PUI ต้องรายงานต่อหน่วยงานระบาดวิทยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ภายใน 3 ชั่วโมง ตามกฎหมาย


บทสรุปและข้อความสำคัญสำหรับแพทย์

  1. ความตระหนัก: โรคนิปาห์มีอัตราตายสูงมากและสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ในสถานพยาบาล
  2. ประวัติการเดินทาง: เน้นการซักประวัติการเดินทางไปรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย หรือพื้นที่ระบาดภายใน 21 วัน
  3. อาการทางคลินิก: ระวังผู้ป่วยที่มีไข้ร่วมกับสมองอักเสบเฉียบพลันหรือปอดอักเสบรุนแรง
  4. การคัดแยก: หากสงสัยให้แยกผู้ป่วยในห้องแยกโรคทันที (negative pressure room, airborne precaution) และใช้ PPE ตามมาตรฐาน
  5. สิ่งส่งตรวจ: เก็บตัวอย่างอย่างน้อย 2 ชนิด (Swab, Blood, Urine, CSF) ตามคำแนะนำในการเก็บสิ่งส่งตรวจ และส่งตรวจผ่านเครือข่ายกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
  6. การขนส่ง: ต้องใช้ระบบบรรจุภัณฑ์ 3 ชั้น (Triple Packaging) ตามเกณฑ์ Category A
  7. การรายงาน: รายงานผู้ป่วยสงสัยต่อกรมควบคุมโรคทันทีภายใน 3 ชั่วโมง
  8. ดูแลผู้ป่วย ให้การรักษาเบื้องต้น และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อการวินิจฉัยแยกโรคที่เหมาะสม รวดเร็ว และปลอดภัยต่อทั้งผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์และห้องปฏิบัติการ
  9. การป้องกัน: แนะนำประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่เสี่ยง และการบริโภคผลไม้ที่มีรอยกัดแทะหรือน้ำตาลสดที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ

 

เอกสารอ้างอิง
  1. WHO; Nipha virus, 2026
  2. แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเชื้อไวรัสนิปาห์ กรมควบคุมโรคและกรมการแพทย์ (ฉบับวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569)

 

 

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก