ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ยกย่องแพทย์ผู้มีผลงานโดดเด่นด้านการบริหาร การศึกษา การดูแลประชาชน และการบริหารงานทางการแพทย์ในสถานการณ์พิเศษของประเทศ
แพทยสภาจัดพิธีประกาศเกียรติคุณ “แพทย์ดีเด่นแพทยสภา ประจำพุทธศักราช 2569” โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุมสิริวัฒนภักดี ชั้น 3 อาคารมหิตลาธิเบศร ซอยสาธารณสุข 8 กระทรวงสาธารณสุข จ. นนทบุรี เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแพทย์ผู้มีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้ความสามารถ และสร้างคุณประโยชน์อย่างโดดเด่นต่อวิชาชีพเวชกรรม ระบบสาธารณสุข และประชาชน
ในปีนี้ มีแพทย์ได้รับการประกาศเกียรติคุณจำนวน 4 ท่าน จาก 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทผู้บริหาร ประเภทอาจารย์แพทย์ ประเภทผู้ปฏิบัติงาน และประเภทผู้บริหารในสถานการณ์พิเศษของประเทศ โดยทุกท่านล้วนเป็นแบบอย่างของการดำรงตนและปฏิบัติหน้าที่ตามหลัก “ครองตน ครองคน ครองงาน” อันสะท้อนถึงความรับผิดชอบ ความเสียสละ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการมุ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
1. ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ
ประเภทผู้บริหาร
ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ อายุ 64 ปีจบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับหนังสืออนุมัติฯ สาขากุมารเวชศาสตร์ และหนังสืออนุมัติฯ อนุสาขากุมารเวชศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ฝ่ายการแพทย์ เป็นกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม ผู้มีประสบการณ์ด้านการศึกษาและบริหารงานทางการแพทย์มากกว่า 30 ปี เคยดำรงตำแหน่งคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ถึง 2 สมัย
ด้าน การครองตน เป็นผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์แห่งวิชาชีพ มีความรับผิดชอบ และไม่ละทิ้งบทบาทความเป็นแพทย์และครูแพทย์ แม้จะมีภารกิจบริหารองค์กรขนาดใหญ่ จนได้รับการกล่าวถึงว่าเป็น “นักบริหารทางการแพทย์ที่ไม่ทิ้งการเป็นแพทย์”
ด้าน การครองคน เป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรและสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรทางการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและบริการสุขภาพ
ด้าน การครองงาน มีผลงานสำคัญในการบุกเบิก School of Global Health การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาวิชาชีพสุขภาพ หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตภาคบัณฑิตนานาชาติ (CU-MEDI) และหลักสูตรควบข้ามระดับข้ามศาสตร์ รวมถึงผลักดันการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์หลายแห่ง อาทิ ศูนย์มะเร็งครบวงจร ศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ และศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ท่านได้รับรางวัลนักบริหารโรงพยาบาลดีเด่น ประจำปี 2561 และมีส่วนสำคัญในการบริหารคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนได้รับรางวัล Thailand Quality Class (TQC) ประจำปีเดียวกัน
2. นายแพทย์ชวมัย สืบนุการณ์
ประเภทผู้บริหารในสถานการณ์พิเศษของประเทศ
นายแพทย์ชวมัย สืบนุการณ์ อายุ 59 ปี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ เป็นสูตินรีแพทย์ผู้ปฏิบัติงานในภาคตะวันออกเฉียง เหนือ มาอย่างต่อเนื่อง และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ตั้งแต่ปี 2566
ด้าน การครองตน เป็นผู้บริหารที่มีความรับผิดชอบ กล้าตัดสินใจ เสียสละ และยึดมั่นในหน้าที่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งท่านยังคงยืนหยัดปฏิบัติงานในพื้นที่เพื่อดูแลผู้บาดเจ็บและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
ด้าน การครองคน เป็นผู้นำที่ให้เกียรติและรับฟังความคิดเห็นของผู้ร่วมงานทุกระดับ สามารถสื่อสาร สร้างความเชื่อมั่น และประสานความร่วมมือระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ ทีมแพทย์ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน การครองงาน มีผลงานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลสุรินทร์ ทั้งระบบบริการสุขภาพ การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การใช้ยาอย่างสมเหตุผล และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์
โดยเฉพาะในเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ท่านมีบทบาทสำคัญในการนำทีมโรงพยาบาลสุรินทร์ร่วมกับแพทย์ในพื้นที่และแพทย์ทหาร ดูแลผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงและประชาชนในศูนย์พักพิงชั่วคราว พร้อมประสานงานกับกองทัพภาคที่ 2 ในการรักษากำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ การสนับสนุนโรงพยาบาลสนาม และการจัดระบบรับส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน
ผลงานการบริหารโรงพยาบาลสุรินทร์ได้รับการยอมรับจากหลายหน่วยงาน อาทิ รางวัลเลิศรัฐ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) ประจำปี 2566 การต่ออายุการรับรองคุณภาพมาตรฐานโรงพยาบาล (HA) ในปี 2568 และรางวัลด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล
ท่านจึงเป็นแบบอย่างของผู้บริหารที่มีทั้งความสามารถ ความกล้าหาญ และความเสียสละ โดยให้ความสำคัญกับชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนในยามวิกฤต
3. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงกุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ
ประเภทอาจารย์แพทย์
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงกุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ อายุ 64 ปี จบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับวุฒิบัตรฯ สาขากุมารเวชศาสตร์ และได้รับหนังสืออนุมัติฯ อนุสาขากุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ เป็นอาจารย์แพทย์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ผู้สร้างคุณูปการต่อวงการแพทย์และสาธารณสุขไทยมากกว่า 3 ทศวรรษ
ด้าน การครองตน เป็นผู้ยึดมั่นในจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ทุ่มเทในการรักษาผู้ป่วย การวิจัย และการถ่ายทอดความรู้ โดยมีแนวคิดว่า “หัวใจของการเป็นแพทย์คือการอุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของคนไข้และประเทศชาติ”
ด้าน การครองคน เป็นครูแพทย์ผู้มีเมตตา เข้าถึงง่าย รับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง และให้ความสำคัญกับการปลูกฝังแพทย์รุ่นใหม่ให้มีความรู้ควบคู่คุณธรรม สามารถคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์
ด้าน การครองงาน เป็นผู้อำนวยการก่อตั้งศูนย์วิจัยคลินิกศิริราช (SICRES) มีผลงานวิจัยมากกว่า 100 โครงการ และบทความวิชาการระดับนานาชาติกว่า 300 ฉบับ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก และการผลักดันวัคซีนสำคัญเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ
ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ท่านยังมีบทบาทสำคัญในการวิจัยการฉีดวัคซีนสูตรไขว้และการฉีดวัคซีนเข้าผิวหนัง ซึ่งผลการศึกษาของทีมวิจัยได้รับการอ้างอิงโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และมีส่วนสนับสนุนการบริหารจัดการวัคซีนภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรในช่วงวิกฤต
4. แพทย์หญิงศศินี อภิชนกิจ
ประเภทผู้ปฏิบัติงาน
แพทย์หญิงศศินี อภิชนกิจ อายุ 59 ปี จบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต จาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ขอนแก่น ได้รับหนังสืออนุมัติฯ สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว และสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจิต
เป็นรองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลอุดรธานี เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจิต ผู้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชนในจังหวัดอุดรธานีมากกว่า 32 ปี
ด้าน การครองตน เป็นแพทย์ผู้มีเมตตา เสียสละ มีจิตอาสา และยึดมั่นในการช่วยเหลือผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเปราะบาง ให้ได้รับการดูแลอย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม
ด้าน การครองคน เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถประสานความร่วมมือกับบุคลากรและเครือข่ายสุขภาพในชุมชน จนได้รับคำกล่าวยกย่องว่าเป็น “ทุกอย่างของโรงพยาบาลอุดรธานี” สะท้อนถึงความทุ่มเทและความไว้วางใจจากผู้ร่วมงาน
ด้าน การครองงาน มีบทบาทสำคัญในการร่วมจัดตั้งและพัฒนางานเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกันของโรงพยาบาลอุดรธานี รวมถึงการพัฒนาบริการสุขภาพเชิงรุกสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้สูงอายุ มารดาวัยรุ่น ผู้ต้องขัง และเยาวชนในสถานพินิจ ตลอดจนการจัดบริการคลินิกนอกโรงพยาบาลเพื่อลดระยะเวลารอคอย
นอกจากนี้ ยังเป็นแพทย์อาสา พอ.สว. ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสนามบุษราคัม และร่วมจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ในจังหวัดอุดรธานี
ผลงานของท่านสะท้อนหัวใจสำคัญของการเป็นแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน ที่มิได้เพียงรักษาโรค แต่ยังดูแลคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนอย่างรอบด้าน
แพทยสภายกย่องแพทย์ต้นแบบ สร้างแรงบันดาลใจแก่แพทย์รุ่นใหม่
การประกาศเกียรติคุณแพทย์ดีเด่นแพทยสภา ประจำพุทธศักราช 2569 สะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นแพทย์ที่ดีมิได้วัดจากความรู้ความสามารถหรือความสำเร็จในหน้าที่การงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการดำรงตนด้วยคุณธรรม การปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตา และการอุทิศความรู้ความสามารถเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
แพทย์ดีเด่นทั้ง 4 ท่านจึงเป็นแบบอย่างสำคัญของการ “ครองตน” ด้วยคุณธรรม “ครองคน” ด้วยเมตตาและความรับผิดชอบ และ “ครองงาน” ด้วยความรู้ ความสามารถ และความมุ่งมั่นในการสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
แพทยสภามุ่งหวังให้การประกาศเกียรติคุณครั้งนี้เป็นแรงบันดาลใจแก่แพทย์ นักศึกษาแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ ในการยึดมั่นคุณธรรม จริยธรรม และเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพเวชกรรม พร้อมร่วมกันพัฒนาระบบการแพทย์ไทยให้มีคุณภาพ เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนอย่างยั่งยืน
“เชิดชูเกียรติแพทย์ผู้ทำคุณประโยชน์ เพื่อวิชาชีพแพทย์และสังคมไทย”

