.

รศ. นพ. รุจิภาส สิริจตุภัทร
สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ข้อมูลด้านโรคติดเชื้อที่น่าสนใจ ได้แก่
1. ยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ 2 ชนิดสำหรับรักษาโรคหนองใน (Gonorrhea)
โรคหนองในเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งในปัจจุบันพบว่าเชื้อมีอัตราการดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายกลุ่ม ได้แก่ penicillins, tetracyclines, และ fluoroquinolones โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) จัดให้เชื้อดังกล่าวเป็นเชื้อที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันเหลือเพียงยาฉีด Ceftriaxone ที่ยังคงเป็นการรักษามาตรฐาน
ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA) ได้อนุมัติยาปฏิชีวนะชนิดใหม่จำนวน 2 ชนิดสำหรับการรักษาโรคหนองใน ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในรอบกว่า 30 ปี ยาใหม่ทั้งสองชนิดนี้เป็น ยารับประทาน (oral) ทำให้การบริหารยาและการกระจายยาไปยังผู้ป่วยทำได้สะดวกและครอบคลุมมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นทางเลือกใหม่ในการต่อสู้กับเชื้อดื้อยา โดยยาทั้ง 2 ชนิด ได้แก่
- กลุ่มยาและกลไก: ยาในกลุ่ม spiropyrimidinetrione (first-in-class) ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ bacterial Type II Topoisomerase โดยเฉพาะที่ตำแหน่ง GyrB subunit
- ข้อบ่งใช้: ใช้รักษาโรคหนองในระบบสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะชนิดไม่มีภาวะแทรกซ้อน (uncomplicated urogenital gonorrhea) ในผู้ใหญ่และเด็กอายุ ≥ 12 ปี ที่มีน้ำหนัก ≥ 35 กิโลกรัม
- ขนาดและการบริหารยา: รับประทานครั้งเดียว (single oral dose) ขนาด 3 กรัม ในรูปแบบผง (granules) ผสมน้ำ
- ผลการศึกษาทางคลินิก: การศึกษาในผู้ป่วย 930 ราย (รวมถึงศูนย์วิจัยในประเทศไทย) พบอัตราการหายจากโรค 91% ซึ่งมีประสิทธิภาพไม่ด้อยกว่า (non-inferior) การรักษามาตรฐาน
- ความปลอดภัย: อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดศีรษะ, เวียนศีรษะ, คลื่นไส้ และมีคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อพิษต่อตัวอ่อนในครรภ์
- กลุ่มยาและกลไก: ยาในกลุ่ม triazaacenaphthylene ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ bacterial type II Topoisomerases (DNA gyrase และ topoisomerase IV) ทำให้ขัดขวางการจำลองตัวของแบคทีเรีย
- ข้อบ่งใช้: ใช้รักษา uncomplicated urogenital gonorrhea ในผู้ป่วยอายุ ≥ 12 ปี ที่มีน้ำหนัก ≥ 45 กิโลกรัม (ยานี้ได้รับการอนุมัติสำหรับรักษา uncomplicated urinary tract infections มาก่อน)
- ขนาดและการบริหารยา: รับประทานขนาด 3,000 มิลลิกรัม จำนวน 2 ครั้ง ห่างกัน 10 – 12 ชั่วโมง (รวมทั้งหมด 8 เม็ด เม็ดละ 750 มิลลิกรัม)
- ผลการศึกษาทางคลินิก: ในผู้ป่วย 628 ราย พบอัตราการหายจากโรค 93% ซึ่งมีประสิทธิภาพเทียบเท่าการรักษามาตรฐาน
- ความปลอดภัย: อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย ได้แก่ ท้องเสีย และคลื่นไส้ มีข้อควรระวังเรื่อง QTc prolongation และการยับยั้งเอนไซม์ Acetylcholinesterase อาจส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็ง หรือมีน้ำลายมากผิดปกติ
แนวทางใหม่ของการป้องกันการติดเชื้อ HIV หลังการสัมผัสเชื้อแบบไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน
ในปี พ.ศ. 2568 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ได้แนะนำแนวทางการป้องกันการติดเชื้อ HIV หลังการสัมผัสเชื้อแบบไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน (non-occupational post-exposure prophylaxis, nPEP) โดยสรุปได้ดังนี้
- nPEP คือการใช้ยาต้านไวรัส (antiretroviral, ARV) เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ HIV หลังการสัมผัสที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งอื่น ๆ
- เกณฑ์การพิจารณา: แนะนำให้ใช้เมื่อการสัมผัสเกิดขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง และแหล่งสัมผัสเป็นผู้ติดเชื้อ HIV ที่ยังไม่สามารถควบคุมเชื้อได้ (without sustained viral suppression) หรือไม่ทราบสถานะการควบคุมเชื้อควรเริ่มยาให้เร็วที่สุด โดยเหมาะสมที่สุดคือภายใน 24 ชั่วโมง และไม่ควรเกิน 72 ชั่วโมง หลังการสัมผัส
- ระยะเวลาในการรับประทานยาคือ 28 วัน
- สูตรที่ 1: Bictegravir (BIC) / Emtricitabine (FTC) / Tenofovir Alafenamide (TAF) (เม็ดรวม)
- สูตรที่ 2: Dolutegravir (DTG) ร่วมกับ (TAF หรือ TDF) และ (FTC หรือ Lamivudine – 3TC)
หมายเหตุ: เด็กและหญิงตั้งครรภ์ต้องปรับสูตรยาตามน้ำหนักและความเหมาะสมทางคลินิก
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการติดตามผล
- Baseline: ตรวจ HIV ด้วย rapid test หรือ Ag/Ab test ทันที, ตรวจการทำงานของตับ/ไต (creatinine, ALT, AST), ตรวจการตั้งครรภ์ และตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
- การติดตามผล: 24 ชั่วโมง: ประเมินการเข้าถึงยาและความทนต่อยา
- 4 – 6 สัปดาห์: ตรวจ HIV Ag/Ab test และ diagnostic nucleic acid tests (NAT)
- 12 สัปดาห์ (Final): ตรวจ HIV Ag/Ab test และ diagnostic NAT เพื่อยืนยันผลสุดท้าย
ผู้ที่ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อเนื่องควรได้รับการประเมินเพื่อเริ่ม PrEP ทันทีหลังสิ้นสุดการรับประทาน nPEP โดยไม่ต้องเว้นระยะเวลา
- ผู้รอดชีวิตจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ: ควรได้รับบริการแบบครบวงจร รวมถึงการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ แบบครอบคลุม (presumptive STI treatment)
- ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: คลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ โดยสูตรยากลุ่มใหม่มีความปลอดภัยและทนต่อยาได้ดีกว่าสูตรเดิม
- ปฏิกิริยาระหว่างยา: ควรระวังการใช้ร่วมกับยาลดกรดหรือวิตามินที่มี aluminum, calcium, iron, magnesium เนื่องจากอาจลดการดูดซึมของยาในกลุ่ม INSTIs
3. ความก้าวหน้าในการรักษาการติดเชื้อ carbapenem-resistant Enterobacterales (CRE)
สถานการณ์ปัจจุบันและกลไกการดื้อยา
การติดเชื้อ carbapenem-resistant Enterobacterales (CRE) กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก และถูกจัดเป็นภัยคุกคามเร่งด่วน แม้จะมีความท้าทายในการรักษาอย่างมาก แต่ในทศวรรษที่ผ่านมา ยาปฏิชีวนะใหม่ ๆ ได้เพิ่มทางเลือกในการรักษาอย่างมีนัยสำคัญ
- Serine beta-lactamases เช่น Klebsiella pneumoniae carbapenemase (KPC) และ oxacillinase-48 (OXA-48)
- Metallo-beta-lactamases (MBL) เช่น New Delhi metallo-beta-lactamase (NDM)
ความก้าวหน้าของยาต้าน CRE
- ปี 2558: การอนุมัติ Ceftazidime-Avibactam ซึ่งจับคู่ beta-lactam เดิมกับ novel beta-lactamase inhibitor (BLI)
- ปี 2560 – 2562: การเข้าสู่ตลาดของ Meropenem-Vaborbactam และ Imipenem-Cilastatin-Relebactam
- แต่ยาเหล่านี้เพิ่มประสิทธิภาพต่อเชื้อที่สร้าง KPC แต่ไม่ครอบคลุมเชื้อกลุ่ม MBL
- ปี 2562: การอนุมัติ Cefiderocol ซึ่งเป็น siderophore cephalosporin ชนิดใหม่ ใช้เส้นทางการลำเลียงเหล็กเพื่อก้าวข้ามกลไกดื้อยา และเป็น beta-lactam ตัวแรกที่มีฤทธิ์ต่อเชื้อ MBL
- ปี 2568: การอนุมัติ Aztreonam-avibactam ซึ่งเป็นยาสูตรผสมขนาดคงที่ระหว่าง Aztreonam (monobactam) และ Avibactam (non-beta-lactam beta-lactamase inhibitor)
บทบาทของ Cefiderocol และ Aztreonam-Avibactam
- Cefiderocol ได้รับการอนุมัติสำหรับ complicated urinary tract infections และ nosocomial pneumonia และเป็น beta-lactam ตัวแรกที่มีฤทธิ์ต่อเชื้อที่สร้าง MBL แม้มีประสิทธิภาพกว้าง แต่ข้อมูลจาก CREDIBLE-CR เคยรายงานอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าในผู้ป่วย CRE รุนแรง (34% เทียบกับ 18%) ทำให้จำเป็นต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมสำหรับการใช้ยานี้อย่างเหมาะสมในเชื้อดื้อยาระดับสูง
- GAME-CHANGER Trial: การศึกษา Phase 3 แบบหลายประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) พบว่า Cefiderocol มีประสิทธิภาพ non-inferior แต่ไม่เหนือกว่า standard of care (SOC) ในการรักษา hospital-acquired และ healthcare-associated Gram-negative bloodstream infections โดยอัตราการเสียชีวิต 14 วันอยู่ที่ 8% เทียบกับ 7% ในกลุ่ม SOC
- กลุ่ม CRE/MBL: แนวโน้มการเสียชีวิตสูงกว่าในกลุ่ม Cefiderocol (CRE: 15% เทียบกับ 10%; MBL: 31% เทียบกับ 0%)
- ความปลอดภัย: พบอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง เช่น delirium, stupor, rigors, abnormal liver chemistry, rash เฉพาะในกลุ่ม Cefiderocol โดยส่วนใหญ่หายเอง ยกเว้นผื่นที่ต้องรักษาด้วย hydrocortisone และ antihistamines
- กลไกการออกฤทธิ์: Aztreonam ทนต่อการถูกทำลายโดย MBLs (Ambler Class B) แต่ไวต่อ serine beta-lactamases (Classes A, C, D) ขณะที่ Avibactam ยับยั้งเอนไซม์เหล่านี้ (รวมถึง ESBLs, KPC, OXA-48) ทำให้ Aztreonam-Avibactam มีฤทธิ์ครอบคลุม beta-lactamases ทั้ง 4 class
- ข้อบ่งใช้: ได้รับการอนุมัติ (ร่วมกับ metronidazole) สำหรับผู้ใหญ่ที่มี complicated intra-abdominal infections (cIAI) และมีทางเลือกจำกัด
- REVISIT Trial (Phase 3): ในผู้ป่วย cIAI และ pneumonia พบอัตราการหายทางคลินิกใกล้เคียง meropenem (68.4% เทียบกับ 7%) และอัตราการเสียชีวิต 28 วัน (4.3% เทียบกับ 7.1%)
- ASSEMBLE Trial: แม้มีผู้เข้าร่วมเพียง 15 ราย แต่ผลลัพธ์แสดงแนวโน้มเหนือกว่าในการรักษาเชื้อ MBL-producers (clinical cure 41.7% เทียบกับ 0%; mortality 8.3% เทียบกับ 3%)
ข้อพิจารณาทางคลินิก
ทั้ง Cefiderocol และ Aztreonam-Avibactam มีบทบาทสำคัญในการรักษาเชื้อ CRE โดยเฉพาะเชื้อที่สร้าง MBL แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น
- Cefiderocol มีฐานข้อมูลการศึกษาที่มากกว่า แต่พบแนวโน้มการเสียชีวิตสูงในกลุ่ม CRE/MBL
- Aztreonam-Avibactam แสดงผลลัพธ์ที่ดีต่อ MBL-producers แต่ยังมีข้อมูลจำกัดและจำนวนผู้ป่วยน้อย
- การเลือกใช้ยาควรอาศัย genotypic resistance testing ลักษณะการติดเชื้อ และปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วย
- ต้องระวังการกลายพันธุ์ เช่น D179Y substitution ใน KPC variants ซึ่งอาจทำให้เกิด cross-resistance ต่อ Cefiderocol และ Ceftazidime-Avibactam และอาจกระทบ Aztreonam-Avibactam ด้วย
งานประชุมสาขาโรคติดเชื้อที่น่าสนใจ เดือนมกราคม – ธันวาคม 2569
• Conference on Retroviruses and Opportunistic Infections (CROI) 2025 | 22 – 15 February 2026, Denver, Colorado, USA
• การอบรมระยะสั้นประจำปี 2569 สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย วันที่ 11 – 13 มีนาคม 2569 โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ ประเทศไทย
• ESCMID Global 2026 | 17 – 21 April 2026, Munich, Germany

• ASM Microbe 2026 | 4 – 8 June 2026, Washington DC, USA
• International Symposium on Antimicrobial Agents and Resistance (ISAAR) 2026 | 12 – 14 June 2026, Hong Kong
• AIDS 2026 | 26 – 31 July 2026, Rio de Janeiro, Brazil
• International Congress of the Asia Pacific Society of Infection Control (APSIC) 2026 | 30 July – 2 August 2026, Kuala Lumpur, Malaysia
• การประชุมใหญ่วิชาการประจำปี 2569 สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย | วันที่ 15 – 18 ตุลาคม 2569 โรงแรมดุสิตธานีพัทยา พัทยา ชลบุรี ประเทศไทย
• IDWeek 2026 | 21 – 24 October 2026, Washington DC, USA
• International Congress on Infectious Diseases (ICID) | 10 – 13 November 2026, Madrid, Spain
• International Congress of Antimicrobial Chemotherapy (ICC) | 7 – 9 December 2026, Manila, Philippines









