CIMjournal
banner virus

Virus update: การติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์เอ (Avian Influenza A Viruses): ภัยคุกคามโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน


พญ. นันตรา สุวันทารัตน์รศ. พญ. นันตรา สุวันทารัตน์
วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ ม.ธรรมศาสตร์
และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

ไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์เอ (Avian Influenza A viruses) เป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่สำคัญและมีเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าไวรัสเหล่านี้จะเป็นเชื้อโรคหลักของสัตว์ปีก แต่การแพร่เชื้อและก่อโรคในมนุษย์นั้นทำให้เกิดโรคที่รุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง และอาจเกิดระบาดใหญ่ได้ เชื้อไวรัสนี้อยู่ใน Family Orthomyxoviridae และมีการแพร่กระจายตามธรรมชาติในนกป่า แต่สามารถก่อให้เกิดการระบาดร้ายแรงในสัตว์ปีกเลี้ยง ส่งผลให้เกิดการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน (zoonotic transmission) ได้

โรคไข้หวัดนกมีการรายงานพบการติดเชื้อในมนุษย์เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) โดยเกิดการระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ ชนิด H5N1 ในฮ่องกง ซึ่งสายพันธุ์นี้ทำให้เกิดโรคที่รุนแรง ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อ 18 ราย และเสียชีวิต 6 ราย จากการศึกษาวิจัยพบว่าไวรัสนี้ที่มีต้นกำเนิดจากสัตว์ปีก และทำให้เกิดการติดเชื้อในมนุษย์ได้โดยตรง นับแต่นั้นเป็นต้นมา ได้มีการรายงานพบผู้ป่วยและการระบาดแบบกลุ่มก้อน (clusters) ที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ย่อย (subtypes) ต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งสายพันธุ์สำคัญได้แก่ ชนิด H5N1 และ H7N9

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 องค์การอนามัยโลกได้รายงานการพบผู้ป่วยในสหรัฐอเมริกาที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N5 ที่เป็นสายพันธุ์ที่ก่อโรคในสัตว์ปีก ซึ่งเป็นการรายงานการพบการติดเชื้อชนิดนี้เป็นครั้งแรกในคน โดยผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว มีอาการของโรคที่รุนแรงและเสียชีวิต สำหรับในประเทศไทย กรมควบคุมโรค ได้มีการเฝ้าติดตามสถานการณ์การติดเชื้อนี้ และยังไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อนี้


1. ไวรัสวิทยาและพยาธิกำเนิด

ไวรัสโรคไข้หวัดนก จัดอยู่ในกลุ่ม Influenza A virus มีลักษณะพันธุกรรมเป็น single-stranded RNA virus ซึ่งจัดอยู่มีการจำแนกชนิดย่อยโดยอาศัยคุณสมบัติทางแอนติเจนของไกลโคโปรตีนบนผิวไวรัสที่สำคัญสองชนิด ได้แก่ Hemagglutinin: HA และ Neuraminidase: NA โดยโปรตีน HA ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเข้าสู่เซลล์ของไวรัส และโปรตีน NA ช่วยอำนวยความสะดวกในการปลดปล่อยอนุภาคไวรัสที่สร้างขึ้นใหม่ให้ออกจากเซลล์  จากการศึกษาพบว่าไวรัสไข้หวัดนกนี้มีแนวโน้มจับกับตัวรับจำเพาะที่พบมากในทางเดินหายใจและทางเดินอาหารของนก ในมนุษย์จะพบตัวรับชนิดนี้ (avian-type receptor) ในทางเดินหายใจส่วนล่าง รวมถึงเซลล์บริเวณถุงลมปอด โดยคุณสมบัตินี้แตกต่างจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (seasonal influenza virus) ซึ่งจะจับกับตัวรับชนิดที่แตกต่างกัน ซึ่งพบมากในทางเดินหายใจส่วนบนของมนุษย์ ดังนั้นการติดเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดนกในมนุษย์จึงเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่มีการดำเนินโรคที่ความรุนแรงและนำไปสู่การเกิดปอดอักเสบได้มาก


2. ระบาดวิทยาของไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ย่อยสำคัญที่ติดเชื้อในมนุษย์

การติดตามอุบัติการณ์ และการแพร่กระจายทั่วโลกของไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ย่อยต่าง ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และแนวทางการรักษา โดยแบ่งเป็น

  1. ไวรัสไข้หวัดนกชนิดก่อโรครุนแรง (Highly Pathogenic Avian Influenza: HPAI): ก่อให้เกิดโรครุนแรงในสัตว์ปีก โดยมีอัตราการตายอาจสูงถึงเกือบร้อยละ 100 ภายใน 48 ชั่วโมง ตัวอย่างที่สำคัญ คือ สายพันธุ์ H5N1
  2. ไวรัสไข้หวัดนกชนิดก่อโรคต่ำ (Low Pathogenic Avian Influenza: LPAI): โดยทั่วไปก่อให้เกิดอาการเล็กน้อยหรือไม่มีอาการเลยในสัตว์ปีก นอกจากนี้ไวรัส LPAI บางชนิดยังคงสามารถก่อโรครุนแรงในมนุษย์ได้ เช่น A(H7N9) ซึ่งก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ในมนุษย์ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ในระยะแรกมีการหมุนเวียนในสัตว์ปีกในฐานะไวรัส LPAI ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจจับผ่านการเฝ้าระวังในสัตว์ปีก แต่กลับก่อให้เกิดโรครุนแรงในมนุษย์และต่อมาได้วิวัฒนาการไปเป็นสายพันธุ์ HPAI ในนก
    ทั้งนี้มีข้อมูลการติดเชื้อในมนุษย์ด้วยไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์เอหลายชนิด โดยมีความรุนแรงทางคลินิกและผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน (ตารางที่ 1)
    ตารางที่ 1 สรุปไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์เอสายพันธุ์ย่อยหลักที่มีรายงานการติดเชื้อในมนุษย์

    1. สายพันธุ์ย่อย H5: ภัยคุกคามที่ต่อเนื่อง
      • สายพันธุ์ย่อย H5 โดยเฉพาะ H5N1 ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของการเฝ้าระวังทั่วโลก เนื่องจากการมีการแพร่ระบาดในวงกว้างในนก ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิดนี้มักมีอาการที่รุนแรง และอาจเสียชีวิตได้
      • A(H5N1): หลังจากการระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2540 ที่ฮ่องกง เชื้อไวรัส A(H5N1) นี้มีการแพร่กระจายไปทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อสัตว์ปีกและนกป่าทั่วทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และอเมริกา ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2546 ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) มีรายงานผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการทั่วโลกรวม 992 ราย และเสียชีวิต 476 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 48 ทั้งนี้ภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีผู้ป่วย 480 ราย และเสียชีวิต 318 ราย (CFR ร้อยละ 66.3) ในปัจจุบัน และก่อให้เกิดการระบาดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้
      • A(H5N5): มีการรายงานพบผู้ป่วยติดเชื้อชนิด A(H5N5) รายแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เป็นผู้สูงอายุ ที่มีโรคประจำตัวและมีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกเลี้ยงหลังบ้าน ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ที่สำคัญคือ การสอบสวนทางโรคและการติดตามผู้สัมผัสโรค ยังไม่พบหลักฐานของการแพร่เชื้อจากคนสู่คน
      • A(H5N6): ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 มีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อชนิด A(H5N6) ที่ยืนยันทางห้องปฏิบัติการรวม 93 ราย และเสียชีวิต 57 ราย (CFR ร้อยละ 61.3) ในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดได้รับรายงานจากประเทศจีน โดยส่วนใหญ่มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่มีชีวิต
    2. สายพันธุ์ย่อย H7: ประสบการณ์จาก H7N9
      • A(H7N9): มีรายงานการติดเชื้อชนิดนี้ครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ. 2556 มีรายงานผู้ติดเชื้อยืนยันทางห้องปฏิบัติการ 1,568 ราย และเสียชีวิต 616 ราย (CFR ร้อยละ 39.3) แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกับการสัมผัสสัตว์ปีก แต่มีเอกสารยืนยันกรณีการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยสู่ผู้ป่วยในโรงพยาบาล (nosocomial transmission) ที่เกิดขึ้นได้ยากและในวงจำกัด เพื่อตอบสนองต่อการระบาดในวงกว้าง ประเทศจีนได้ดำเนินการรณรงค์ฉีดวัคซีนในสัตว์ปีกครั้งใหญ่ด้วยวัคซีนรวม H5/H7 ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลดจำนวนผู้ป่วยลงได้อย่างมาก
    3. สายพันธุ์ย่อย H9: ไวรัสชนิดก่อโรคต่ำที่น่าจับตามอง
      • A(H9N2): การติดเชื้อ A(H9N2) ในมนุษย์นั้นโดยทั่วไปก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจที่ไม่รุนแรงและหายได้เอง โดยมักได้รับการวินิจฉัยในเด็ก ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2558 มีรายงานผู้ป่วย 149 รายในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก รวมถึงผู้เสียชีวิต 2 รายที่มีโรคประจำตัวรุนแรง แม้ว่าจะมีความรุนแรงของโรคต่ำ แต่ A(H9N2) ยังคงเป็นไวรัสที่มีความสำคัญทางสาธารณสุข เนื่องจากเป็นโรคประจำถิ่น (Enzootic) ในสัตว์ปีกในหลายภูมิภาค


3. อาการแสดงทางคลินิกและการดำเนินโรค

โรคไข้หวัดนกนี้มีหลายชนิด และอาจมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน การวินิจฉัยโรคเบื้องต้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเริ่มการรักษาและการใช้มาตรการควบคุมการติดเชื้อที่เหมาะสม ขอบเขตของความเจ็บป่วยมีได้ตั้งแต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการทางเดินหายใจส่วนบนเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงปอดอักเสบขั้นวิกฤต (fulminant pneumonia) ที่มีภาวะล้มเหลวของอวัยวะหลายระบบ ทั้งนี้ระยะฟักตัว (incubation period) ของไข้หวัดนกโดยทั่วไปจะนานกว่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยอยู่ระหว่าง 2 ถึง 5 วัน แต่อาจขยายไปถึง 17 วันในบางกรณี การดำเนินโรคทางคลินิกอาจทรุดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายพันธุ์ HPAI

สัญญาณและอาการทั่วไป
  • อาการที่พบบ่อย อาการเริ่มแรกที่พบบ่อยที่สุดคือ ไข้สูง (มักสูงกว่า 38°C) ไอ และหายใจถี่ ความเจ็บป่วยมักดำเนินไปอย่างรวดเร็วสู่ภาวะหายใจลำบาก (dyspnea) รุนแรงและปอดอักเสบ
  • อาการที่พบน้อยกว่า ต่างจากไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล อาการน้ำมูกไหล (coryza) และเจ็บคอ มีรายงานน้อยกว่า
  • อาการที่สัมพันธ์กับสายพันธุ์ย่อย อาการบางอย่างดูเหมือนจะพบได้บ่อยกว่าในบางสายพันธุ์ย่อย ปัญหาทางเดินอาหาร รวมถึงอาการท้องร่วง คลื่นไส้ และอาเจียน พบได้บ่อยกว่าในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ A(H5N1) ส่วนอาการเยื่อบุตาอักเสบ (conjunctivitis) เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในการติดเชื้อ H7 ในมนุษย์
ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงมีส่วนสำคัญต่ออัตราการเสียชีวิตที่สูงซึ่งพบในไวรัส HPAI ได้แก่
  • กลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน (Acute respiratory distress syndrome: ARDS)
  • ภาวะล้มเหลวของอวัยวะหลายระบบ (รวมถึงการทำงานผิดปกติของไตและตับ)
  • สมองอักเสบ (encephalitis) และอาการทางระบบประสาทอื่นๆ
  • การติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราแทรกซ้อน

ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและทางรังสีวิทยามักไม่มีความจำเพาะแต่อาจบ่งชี้ถึงโรคที่มีความรุนแรง ความผิดปกติทางห้องปฏิบัติการที่พบบ่อย ได้แก่ ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ โดยเฉพาะภาวะลิมโฟไซต์ต่ำ และภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ภาพถ่ายรังสีทรวงอกของผู้ป่วย มักแสดงฝ้าขาวแบบ interstitial infiltrates กระจายทั้งสองข้าง, patchy infiltrates, หรือ Ground-glass opacities ซึ่งเข้าได้กับ ARDS


4. การวินิจฉัยและการยืนยันทางห้องปฏิบัติการ

การวินิจฉัยที่แน่นอนของการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์เอจำเป็นต้องมีการยืนยันทางห้องปฏิบัติการ และไม่สามารถสรุปได้อย่างน่าเชื่อถือโดยอาศัยสัญญาณและอาการทางคลินิกเพียงอย่างเดียว เนื่องจากความเสี่ยงทางสาธารณสุขที่อาจเกิดขึ้นและความจำเป็นในการใช้น้ำยาตรวจจำเพาะ การทดสอบเพื่อการวินิจฉัยจะต้องดำเนินการในห้องปฏิบัติการอ้างอิงที่มีระดับความปลอดภัยทางชีวภาพที่เหมาะสม (BSL-3 หรือสูงกว่า)

วิธีการวินิจฉัยหลักและมีความแม่นยำสูงสุดคือการตรวจหากรดนิวคลีอิกด้วยวิธี Real-time reverse transcription polymerase chain reaction (RT-PCR) การตรวจวิเคราะห์ทางโมเลกุลนี้สามารถตรวจหา RNA ของไวรัสในสิ่งส่งตรวจทางคลินิกได้อย่างรวดเร็วและจำเพาะเจาะจง และแนะนำให้เก็บสิ่งส่งตรวจคู่กันทั้งจากทางเดินหายใจส่วนบน (เช่น การป้ายหลังโพรงจมูก – nasopharyngeal swabs) และทางเดินหายใจส่วนล่าง (เช่น การดูดเสมหะจากท่อลม – tracheal aspirates) เพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจพบเชื้อ เนื่องจากในผู้ป่วยไข้หวัดนกที่มีอาการรุนแรง การขับไวรัสมักกระจุกตัวอยู่ในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง

การทดสอบทางภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะวิธี microneutralization assay มีบทบาทเสริมการทดสอบนี้ตรวจหาแอนติบอดีชนิด neutralizing antibody ที่ทำงานได้ต่อไวรัสในซีรัมของผู้ป่วย โดยหลักแล้วใช้เพื่อยืนยันการติดเชื้อเมื่อเร็วๆ นี้ โดยการแสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นของระดับภูมิคุ้มกัน (antibody titers) อย่างน้อย 4 เท่า ระหว่างตัวอย่างซีรัมระยะเฉียบพลัน (acute-phase) และระยะพักฟื้น (convalescent-phase) การตรวจวิเคราะห์รูปแบบนี้ เป็นเครื่องมือที่มีค่าสำหรับการศึกษาเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา เพื่อประเมินขอบเขตของการติดเชื้อ นอกจากนี้การยืนยันการวินิจฉัย ช่วยให้สามารถเริ่มการจัดการทางคลินิกแบบมุ่งเป้าได้อย่างทันท่วงที


5. การจัดการทางคลินิกและการรักษาด้วยยาต้านไวรัส

นอกจากการรักษาแบบประคับประคองสำหรับภาวะแทรกซ้อนมีความสำคัญ เช่น ภาวะหายใจล้มเหลวและอวัยวะล้มเหลว เป็นพื้นฐานสำคัญ นอกจากนี้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสแบบมุ่งเป้า (targeted antiviral therapy) ถือเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการทางคลินิกสำหรับไข้หวัดนก

กลุ่มยาต้านไวรัสหลักที่แนะนำคือ neuraminidase inhibitors ซึ่งได้แก่ oseltamivir, peramivir และ zanamivir โดยป้องกันการปลดปล่อยอนุภาคไวรัสใหม่จากเซลล์ที่ติดเชื้อ ข้อควรระวังคือ ยาต้านไวรัสกลุ่ม adamantane (amantadine และ rimantadine) ไม่แนะนำให้ใช้ในการรักษา เนื่องจากมีการดื้อยาในวงกว้าง ทั้งนี้หลักการทางคลินิกที่สำคัญ คือความจำเป็นในการเริ่มรักษาให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ

ในส่วนของขนาดยา oseltamivir มีการเสนอให้ใช้ขนาดที่สูงขึ้น (เช่น 150 มก. วันละสองครั้ง สำหรับผู้ใหญ่) สำหรับการรักษาโรคที่มีความรุนแรง อย่างไรก็ตามการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมขนาดใหญ่ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยไข้หวัดใหญ่รุนแรง พบว่าไม่มีประโยชน์ทางคลินิกหรือทางไวรัสวิทยาที่มีนัยสำคัญจากการใช้ยาขนาดสองเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดมาตรฐาน (75 มก. วันละสองครั้ง) ดังนั้นการใช้ยาขนาดมาตรฐานยังคงเป็นคำแนะนำ เนื่องจากการเพิ่มขนาดยาไม่สามารถเอาชนะการดำเนินโรคที่รวดเร็วในผู้ป่วยหนักได้ และอาจเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงโดยไม่มีประโยชน์ที่พิสูจน์ได้


6. การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อเพื่อความพร้อมทางการแพทย์

มาตรการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ (Infection Prevention and Control: IPC) ที่เข้มงวดเป็นปราการสำคัญในการปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ (HCPs) ผู้ป่วยรายอื่น และผู้มาเยี่ยม จากการแพร่เชื้อ มาตรการเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของความเตรียมพร้อมของโรงพยาบาลและสาธารณสุขสำหรับการจัดการผู้ป่วยสงสัยหรือยืนยันไข้หวัดนก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงอัตราการเสียชีวิตที่สูงและศักยภาพในการเกิดโรคระบาดใหญ่ โดยควรดำเนินการตามกลยุทธ์ IPC ที่ครอบคลุม และทำตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยต้องเริ่มตั้งแต่ส่วนการคัดกรอง การแยกผู้ป่วยเข้าห้องแยกโรคติดเชื้อทางอากาศ (Airborne Infection Isolation Room: AIIR) ทันที และมีระเบียบปฏิบัติสำหรับการระบุตัวและคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการที่เข้าข่าย (เช่น โรคทางเดินหายใจรุนแรง) และมีประวัติการสัมผัส (เช่น สัมผัสสัตว์ปีกป่วย หรือเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด) เป็นต้น ทั้งนี้จากข้อมูลทางการแพทย์ที่มีรายงานพบการติดเชื้อนี้สู่บุคลากรทางการแพทย์เพียง 2 ราย จากเชื้อไวรัสชนิด H7N9


7. การประเมินความเสี่ยงทางสาธารณสุขและการเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาดใหญ่

เวชปฏิบัติทางคลินิกและความพร้อมของโรงพยาบาลได้รับการชี้นำโดยการเฝ้าระวังและการประเมินความเสี่ยงทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดำเนินการโดยองค์กรสาธารณสุขระหว่างประเทศ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานระดับชาติ เช่น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) การประเมินเหล่านี้สังเคราะห์ข้อมูลทางไวรัสวิทยา ระบาดวิทยา และทางคลินิก เพื่อประเมินภัยคุกคามที่เกิดจากไวรัสไข้หวัดนกที่มีการหมุนเวียนและอุบัติใหม่

จากการประเมินความเสี่ยงทางสาธารณสุขโดยรวมของ WHO ในปัจจุบันสำหรับไวรัส A(H5) ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ สำหรับประชากรทั่วไป อย่างไรก็ตาม สำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยงจากการประกอบอาชีพหรือการสัมผัสอื่นๆ กับนกหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ติดเชื้อ (เช่น คนงานฟาร์มสัตว์ปีก สัตวแพทย์) ความเสี่ยงจะถือว่าอยู่ในระดับ ต่ำถึงปานกลาง เพื่อให้กระบวนการนี้เป็นทางการ CDC ได้พัฒนา เครื่องมือประเมินความเสี่ยงไข้หวัดใหญ่ (Influenza Risk Assessment Tool: IRAT) ซึ่งให้คะแนนไวรัสตามศักยภาพในการอุบัติเป็นเชื้อก่อโรคในมนุษย์และผลกระทบทางสาธารณสุขที่อาจเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น สายพันธุ์ไข้หวัดนก H7N9 [A/Hong Kong/125/2017] ได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดใหญ่ในระดับปานกลางถึงสูง อาจเนื่องจากสายพันธุ์ H7N9 นี้มีแนวโน้มที่จะเกิดการแพร่กระจายได้มาก และมีรายงานการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์ได้

กลยุทธ์สำคัญทางสาธารณสุขสำหรับการเฝ้าระวังและการตอบสนองได้รับการประสานงานภายใต้กรอบของ กฎอนามัยระหว่างประเทศ (International Health Regulations: IHR) 2005 กำหนดให้ทุกประเทศต้องแจ้ง WHO ทันทีเมื่อพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอชนิดใหม่ที่ได้รับการยืนยันทางห้องปฏิบัติการ เนื่องจากเหตุการณ์เหล่านี้มีศักยภาพที่จะเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคระบาดใหญ่ การรายงานที่รวดเร็วนี้มีความสำคัญต่อการระดมการตอบสนองระดับโลก

นอกจากนี้การพัฒนาวัคซีนเป็นหัวใจสำคัญของการเตรียมความพร้อมต่อการระบาดใหญ่ แม้ว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่มีอยู่ในปัจจุบันจะไม่น่าจะให้การป้องกันต่อไวรัสไข้หวัดนก A(H5) แต่หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้ร่วมมือกับผู้ผลิตในการพัฒนาและจัดเก็บวัคซีนต้นแบบ (candidate vaccine viruses) สำหรับไวรัส A(H5) หลายคลาด (clades) และไวรัสไข้หวัดนกชนิดย่อยอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการก่อการระบาดใหญ่ เพื่อให้สามารถผลิตวัคซีนที่ตรงสายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว หากไวรัสชนิดใหม่พัฒนาความสามารถในการแพร่เชื้อจากคนสู่คนอย่างต่อเนื่อง


สรุป

ไข้หวัดนกสายพันธุ์เอ เป็นภัยคุกคามทางสาธารณสุขระดับโลกที่สำคัญ แม้การแพร่เชื้อจากคนสู่คนจะยังอยู่ในวงจำกัด แต่ด้วยอัตราการเสียชีวิตที่สูงและศักยภาพในการกลายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะสายพันธุ์ H5N1 และ H7N9 ทำให้ทั่วโลกต้องตระหนักและเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ความเข้าใจในชีววิทยาของไวรัส อาการทางคลินิกที่รุนแรง และความสำคัญของการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที เป็นหัวใจสำคัญในการลดความสูญเสีย นอกจากนี้ มาตรการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อที่เข้มงวดในสถานพยาบาล ควบคู่ไปกับการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาและการพัฒนาวัคซีนระดับนานาชาติ ถือเป็นกลไกสำคัญในการรับมือและป้องกันการระบาดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

เอกสารอ้างอิง
  1. WHO, Avian Influenza A(H5N5)-United State of America (อ้างอิง 29 ธันวาคม 2568)
  2. www.hfocus.org คร.จับตา “H5N5” ใกล้ชิดหลังสหรัฐพบติดเชื้อจากสัตว์สู่คนครั้งแรกของโลก ชี้ไทยยังไม่พบผู้ป่วย (23 พฤศจิกายน 2568)

 

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก