

สวัสดีค่ะเพื่อนกุมารแพทย์ทุกท่านกลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์อัพเดตความรู้ทางกุมารเวชศาสตร์ที่น่าสนใจ ในช่วงนี้ก็เป็นฤดูร้อนซึ่งในปีนี้มีอากาศร้อนมาก นอกจากจะมีโรคติดเชื้อที่มากับหน้าร้อนแล้ว สิ่งที่ควรระวังคือ ภาวะ heat stroke หรือลมแดด ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เนื่องจากทำอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงไม่ควรออกกำลังกายกลางแจ้งในช่วงกลางวันที่อากาศร้อนมาก ข้อควรระวังอีกประการหนึ่งคือ การลืมเด็กไว้ในรถที่จอดไว้ เด็กจะเสียชีวิตจากภาวะฮีทสโตรกได้ เพราะอุณหภูมิในรถจะเพิ่มสูงกว่าภายนอก อีกทั้งเด็กเล็กจะไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ออกคำแนะนำในการปฐมพยาบาลและการป้องกันภาวะนี้ โดยสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.thaipediatrics.org/6705/
ในฉบับนี้ เรายังคงคัดสรรหัวข้อที่อยู่ในกระแสและมีความสำคัญต่อเวชปฏิบัติของกุมารแพทย์ไทยมาฝากกันอย่างเข้มข้นเช่นเคย โดยมีไฮไลท์ที่น่าติดตามดังนี้ค่ะ
ก้าวสำคัญของวัคซีนไทย: ติดตามความคืบหน้าล่าสุดในการเร่งผลักดันวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากนิวโมคอคคัส (PCV) เข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ (EPI) เพื่อลดความเจ็บป่วยจากโรค IPD ในเด็กไทยอย่างยั่งยืน
เกาะติดสถานการณ์ระบาด: วิเคราะห์สถานการณ์ไวรัสตับอักเสบเอ (hepatitis A) ในปัจจุบันที่พบแนวโน้มผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มวัยทำงานและเขตพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนถึงช่องว่างของภูมิคุ้มกันที่กุมารแพทย์ควรเฝ้าระวัง
อัพเดตแนวทางการรักษา: สรุปสาระสำคัญจากแนวทางรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ในเด็ก (allergic Rhinitis) ฉบับปรับปรุงล่าสุดปี 2024 – 2025 จาก ARIA/EAACI ที่เน้นย้ำความสำคัญของการใช้ยาพ่นจมูกและการรักษาโดยยึด
ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง
อัพเดตแนวทางเวชปฏิบัติ: เจาะลึกแนวทางการดูแลภาวะ sepsis ในเด็ก ฉบับปี 2026 จาก Surviving Sepsis Campaign ที่มีการปรับเปลี่ยนคำแนะนำสำคัญทั้งในเรื่องการให้สารน้ำ การใช้ยา vasoactive และการให้ยาปฏิชีวนะ
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นประโยชน์และช่วยเติมเต็มความรู้ให้เพื่อนร่วมวิชาชีพทุกท่าน สามารถนำไปปรับใช้ในการดูแลผู้ป่วยเด็กให้มีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นค่ะ
การผลักดันวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากนิวโมคอคคัส (PCV) ในเด็กไทย
เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีความก้าวหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการผลักดันวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (pneumococcal conjugate vaccine; PCV) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีบทบาทสำคัญในการลดความเจ็บป่วยจากโรค invasive pneumococcal disease (IPD) ในเด็กเล็ก ทั้งเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และปอดอักเสบรุนแรง
แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนในระดับนานาชาติว่า วัคซีน PCV ช่วยลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตในเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญ และได้รับการบรรจุในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ (EPI) ในหลายประเทศทั่วโลก แต่ในประเทศไทยที่ผ่านมา การบรรจุวัคซีนดังกล่าวยังเผชิญกับข้อจำกัดต่าง ๆ โดยเฉพาะการศึกษาด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและงบประมาณ
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการรวบรวมข้อมูลภาระโรคในประเทศ การประเมินความคุ้มค่าของวัคซีนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการพิจารณาในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติหลายครั้ง แม้จะมีการชะลอการตัดสินใจในบางช่วง ล่าสุดที่มีการทบทวนข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งด้านประสิทธิผลและความคุ้มค่าในบริบทประเทศไทย ตลอดจนการผลักดันสนับสนุนจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย รวมทั้งองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ ในที่สุด สปสช. ได้มีมติเห็นชอบให้เร่งผลักดันการบรรจุวัคซีน PCV สำหรับเด็กไทยเข้าสู่แผน EPI ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย
เอกสารอ้างอิง: จุลสารสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย | เมษายน 2569
การระบาดของไวรัสตับอักเสบเอในประเทศไทย
ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยพบแนวโน้มผู้ป่วยโรคตับอักเสบเอเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 20 เมษายน พ.ศ. 2569 พบผู้ป่วย 672 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงาน และกระจุกตัวในพื้นที่ภาคตะวันออกและเขตเมืองอุตสาหกรรม เช่น ชลบุรี ระยอง กรุงเทพมหานคร และจันทบุรี สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังและมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเสี่ยงของการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในชุมชนที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก
ไวรัสตับอักเสบเอเป็นโรคติดต่อผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน (fecal-oral transmission) และสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ก่อนมีอาการ อาการเริ่มต้นมักไม่จำเพาะ ก่อนจะตามด้วย “ตัวเหลือง ตาเหลือง” โดยมีระยะฟักตัวเฉลี่ย 28 – 30 วัน ทำให้การควบคุมโรคเป็นไปได้ยาก
สถานการณ์นี้สะท้อนช่องว่างของภูมิคุ้มกันในประชากรไทย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน (20 – 49 ปี) ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบผู้ป่วยมากที่สุด เนื่องจากไม่ได้รับเชื้อตามธรรมชาติในวัยเด็กเหมือนในอดีต และยังไม่ได้รับวัคซีนในวงกว้าง แม้วัคซีนป้องกันโรคจะมีประสิทธิภาพสูง แต่ยังไม่ได้บรรจุในแผนวัคซีนแห่งชาติ ดังนั้น การป้องกันจึงยังคงเน้นมาตรการพื้นฐาน ได้แก่ การรับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำสะอาด การหลีกเลี่ยงอาหารเสี่ยง และการล้างมืออย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบอาหารและสถานประกอบการที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการเฝ้าระวังและควบคุมการระบาดอย่างรวดเร็ว เพื่อลดการแพร่กระจายในชุมชน
การป้องกันโดยการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ 2 เข็ม เป็นการป้องกันการติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูง โดยสามารถฉีดให้แก่เด็กตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยรับวัคซีนและยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบเอ
ที่มา: https://www.ddc.moph.go.th/
อัพเดตแนวทางการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ในเด็ก ตามแนวทาง ARIA/EAACI 2024 – 2025
คณะผู้เชี่ยวชาญนานาชาติด้านโรคจมูกอักเสบจากโรคภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis and its Impact on Asthma (ARIA)) ร่วมกับสมาคมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติด้านโรคภูมิแพ้ (European Academy of Allergy and Clinical Immunology (EAACI)) ได้อัพเดทแนวทางการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ในเด็ก โดยตีพิมพ์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภาพรวมของแนวทางยังคงเป็นไปในทิศทางเดิม แต่แนวทางการรักษาฉบับนี้ยืนยันว่า intranasal therapy ยังคงเป็นหัวใจของการรักษา โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับ combination therapy มากขึ้นกว่าเดิม และการรักษาแบบ patient-centered ยิ่งขึ้น
ยาพ่นจมูกแต่ละกลุ่ม: เลือกอย่างไร ใช้เมื่อไหร่
- Intranasal corticosteroids (INCS)
INCS ยังคงเป็นตัวเลือกหลักในผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง ด้วยประสิทธิภาพที่ครอบคลุมทั้งอาการทางจมูกและทางตา ปลอดภัย และคุ้มค่า ในส่วนของการเลือกชนิดยาในเด็กนั้น ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะแนะนำตัวใดตัวหนึ่งเป็นการเฉพาะ จึงควรพิจารณาจากขนาดยาที่เหมาะสมและบริบทของโรงพยาบาล โดยยกตัวอย่าง budesonide ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายและอยู่ใน WHO essential medicines list ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับบริบทประเทศรายได้ปานกลางถึงต่ำ อย่างไรก็ตาม budesonide ได้รับอนุมัติให้ใช้ในเด็กตั้งแต่อายุ 6 ปีขึ้นไป - Combination Therapy (Intranasal corticosteroid (INCS) + Intranasal antihistamine (INAH))
เน้นย้ำบทบาทของ combination therapy โดยสามารถพิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่อาการรุนแรงหรือควบคุมอาการได้ไม่ดีจากการรักษาแบบเดี่ยว เนื่องจากมีแนวโน้มให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า INCS เดี่ยว ทั้งในแง่ onset ที่เร็วกว่า adherence และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมี combination therapy ที่ใช้ได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ azelastine-fluticasone ซึ่งได้รับอนุมัติให้ใช้ในเด็กตั้งแต่อายุ 6 ปีขึ้นไป และ olopatadine-mometasone ที่ใช้ในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป - Intranasal Decongestant
ให้ใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่แนะนำให้ใช้ต่อเนื่องเกิน 5 วัน ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เนื่องจากประสิทธิภาพจำกัดและเสี่ยงต่อ rhinitis medicamentosa อาจพิจารณาใช้ระยะสั้นช่วงในเริ่มต้น INCS เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูกในระยะแรก แล้วหยุดเมื่อ INCS เริ่มออกฤทธิ์เต็มที่
แนวทางฉบับนี้เน้นว่า ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับผู้ป่วยทุกราย การรักษาที่ดีที่สุดคือ การปรับให้เหมาะกับ
ผู้ป่วยแต่ละคน โดยพิจารณาจากทั้งความรุนแรงของโรค ความกังวลของผู้ป่วยและผู้ปกครอง ความสามารถ
ในการเข้าถึงยา และ adherence ในระยะยาว
สำหรับผู้ป่วยเด็ก อย่าลังเลที่จะเริ่ม INCS หรือ combination therapy เมื่อมีข้อบ่งชี้ เพราะปัจจุบันมีหลักฐานสนับสนุนทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัยในเด็กชัดเจนมากขึ้น
เอกสารอ้างอิง: Allergic Rhinitis and Its Impact on Asthma (ARIA)-EAACI Guidelines-2024-2025
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/41324154/
อัพเดตแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลภาวะ Sepsis ในเด็ก ฉบับปี 2026: สิ่งที่กุมารแพทย์ต้องรู้
ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในเด็กทั่วโลก Surviving Sepsis Campaign Guideline 2026 ได้มีการปรับปรุงใหม่ ใช้ในเด็กแรกเกิดครบกำหนด จนถึงอายุ 18 ปี โดยมีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้
- การให้สารน้ำ (Fluid therapy)
- ชนิดของสารน้ำ: แนะนำให้ใช้ Balanced หรือ Buffered Crystalloid
- ปริมาณสารน้ำ: แนะนำ fluid bolus ครั้งละ 10 – 20 mL/kg หากอยู่โรงพยาบาลที่มี ICU แนะนำให้ได้ถึง 40 – 60 mL/kg ในชั่วโมงแรก หากไม่มี ICU ให้ได้ถึง 40 mL/kg ในชั่วโมงแรก แต่หากไม่มีภาวะความดันเลือดต่ำ ไม่มีความจำเป็นต้องให้สารน้ำแบบ bolus
- การประเมินหลังให้สารน้ำ: ประเมิน hemodynamic status หลังการให้ fluid bolus แต่ละครั้งเสมอ พิจารณาหยุดให้สารน้ำ หากผู้ป่วยหายจากภาวะ shock หรือมีภาวะน้ำเกิน
- การให้ Vasoactive drugs
- สามารถให้ทาง peripheral IV access ได้ทันที โดยไม่ต้องรอการเปิด central line
- ไม่จำเป็นต้องรอให้ fluid bolus จนครบ 40 ml/kg จึงเริ่มยา vasoactive Drugs
- First line medication ได้แก่ epinephrine หรือ norepinephrine โดยพิจารณาตาม shock physiology
- กรณี refractory shock พิจารณาให้ vasopressin หรือ เพิ่มขนาดยา catecholamines ทั้งนี้ ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่สนับสนุนการใช้ angiotensin II หรือ methylene blue
- การให้ Antibiotics
- ให้เร็วที่สุด หากสงสัยภาวะ septic shock ต้องให้ภายใน 1 ชั่วโมง แต่หากสงสัยภาวะ sepsis ที่ยังไม่ shock ให้ประเมินผู้ป่วย และให้ยาภายใน 3 ชั่วโมง
- แนะนำการปรับลดยาฆ่าเชื้ออย่างสมเหตุสมผล ไม่แนะนำการใช้ serum procalcitonin เป็นหลัก
- Hemodynamic monitoring
- แนะนำให้ใช้การประเมินอาการทางคลินิก และใช้ cardiac and lung POCUS ประกอบการรักษา
- เป้าหมายในการรักษา
- ระดับ mean arterial pressure อย่างน้อย percentile ที่ 5 (P5) ถึง percentile ที่ 50 (P50) เนื่องจากไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าระดับ MAP ที่ P5 หรือ P50 ดีกว่ากัน
- Target ScVO2 จาก central venous access ควร ≥ 70%
- ในผู้ป่วย sepsis ที่ใส่ท่อช่วยหายใจ แนะนำให้ oxygen เพื่อให้ target SpO2 อยู่ในช่วง 88 – 92%
- การดูแลและฟื้นฟูระยะยาว
- Rehabilitation Bundle: แนะนำให้เริ่มตั้งแต่ระยะเฉียบพลัน
- การติดตามผล: กุมารแพทย์ควรประเมินภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นภายหลังออกจากโรงพยาบาล
เอกสารอ้างอิง: Surviving Sepsis Campaign International Guidelines for the Management of Sepsis and Septic Shock in Children 2026 https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/41869844/
งานประชุมสาขากุมารเวชศาสตร์ที่น่าสนใจ ปี 2569
• การอบรมระยะสั้น Intensive Review in Pediatrics 2026 – 2027 ในรูปแบบออนไลน์ โดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประทศไทย และสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย รับชมได้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2569• การประชุมใหญ่ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 30 Survival and Adaptation in the Evolutionary era of PID วันที่ 8 -10 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมพีช โรงแรม รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป พัทยา จ.ชลบุรี
• Real World Experience in Pediatric Pulmonology and Critical Care วันที่ 11 – 15 พฤษภาคม 2569 โรงแรม Grande Centre Point Lumphini
• Annual meeting Pediatric Cardiology 2026 Bridging Global Innovation to Local Excellence: Precision and Practice in Pediatric Cardiology วันที่ 16 – 17 พฤษภาคม 2569 ณ Eastin Grand Hotel Phayathai
• The 40th World Congress of International Society of Hematology (ISH 2026) วันที่ 17 – 20 พฤษภาคม 2569 ณ Centara Grand Central World
• The 20th Ramathibodi Annual Review in Pediatrics 2026 วันที่ 18 – 22 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุม 910 ABC ชั้น 9 อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
• การประชุมวิชาการ 10th PED ID CHULA 2026 เรื่อง “From Surveillance to Survival : Mastering Pediatric Infectious Diseases” วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมมงคลนาวิน ตึก สก. ชั้น 10 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
• การประชุมวิชาการ The 13th Pediatric Endocrine Conference วันที่ 10 – 12 มิถุนายน 2569 ณ The Landmark Bangkok Hotel
• การประชุมวิชาการประจำปี 2569 ครั้งที่ 17 เรื่อง “From viral myths to valid minds: Transforming misconceptions to evidence-based care in DBP” โดย สมาคมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก วันที่ 8 – 10 กรกฎาคม 2569 ณ Eastin Grand Hotel Phayathai
• การอบรมวิชาการระยะสั้นประจำปี 2569 (CUPA2026) เรื่อง “Everyday Pediatrics Unplugged: Pitfalls and Practical Pearls” ระหว่างวันที่ 3 – 7 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมมงคลนาวิน ตึก สก. ชั้น 10 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
• Asian Congress of Pediatric Nephrology 2026 วันที่ 13 – 15 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมสุโกศล
• การประชุม Intensive course in Pediatric Nutrition วันที่ 15 – 16 สิงหาคม 2569 ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
• การประชุมวิชาการประจำปี 2569 เรื่อง “Improving Quality of Neonatal Care” โดย ชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย วันที่ 26 – 28 สิงหาคม 2569 และ Pre-congress workshop วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพ
• การประชุมวิชาการ The 39th Ramathibodi Annual Pediatrics Update 2026 เรื่อง “Contemporary Pediatric Prectice : Managing Common Symptoms and Diaeases” วันที่ 7 – 11 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุม 910 ABC ชั้น 9 อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
• The 6th Annual Scientific Meeting of Association for Haemophilia and Allied Disorders – Asia Pacific (AHAD-AP) and Three Workshops วันที่ 10 – 13 กันยายน 2569 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
• การประชุมวิชาการกลางปี AAIAT Semi-Annual Meeting 2026 โดย สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย วันที่ 2 – 3 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม Avani Hua Hin Resort, Phetchaburi
• การประชุมวิชาการ Child Neurology Association Annual Meeting 2026 วันที่ 23 – 25 ธันวาคม 2569 ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

















