CIMjournal

เรื่องที่กุมารแพทย์ …ควรติดตาม เดือน ม.ค. – เม.ย. 2569

 

lets get updated pulmo 1 2568

lets get updated pulmo 1 2568

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ กุมารแพทย์ทุกท่าน ใน CIM ฉบับนี้ ทีมบรรณาธิการยังคงตั้งใจนำเสนอประเด็นสุขภาพเด็กที่มีความสำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ทุกท่านสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลผู้ป่วยและสื่อสารกับครอบครัวได้อย่างรอบด้านและเข้าใจง่ายนะคะ

ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดโรคที่มากับน้ำท่วม เช่น โรคท้องร่วง โรค leptospirosis, dengue infection ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กและวัยรุ่นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งความกลัว ความไม่มั่นคง และการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมที่อาจเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องจึงได้จัดทำคำแนะนำสำหรับประชาชนเกี่ยวกับการดูแลสภาพจิตใจของเด็กและวัยรุ่นหลังน้ำท่วม โดยเน้นหลักการสำคัญ เช่น การสร้างความรู้สึกปลอดภัย เปิดโอกาสให้เด็กได้ระบายความรู้สึก การกลับสู่กิจวัตรประจำวันให้เร็วที่สุด และการจำกัดการรับข่าวสารที่กระตุ้นความเครียด รวมถึงบทบาทสำคัญของครอบครัวและโรงเรียนในการช่วยให้เด็กและวัยรุ่นฟื้นตัวทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์หลังเผชิญภัยพิบัติ สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.thaipediatrics.org/6241/ 

ในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา เกิดความสับสนเรื่องการใช้ growth hormone ในสื่อสังคมออนไลน์และในหมู่ประชาชน ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย ได้ออกคำแนะนำข้อบ่งชี้การใช้ growth hormone ได้แก่ 1) ภาวะขาด growth hormone ที่ยืนยันจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 2) Turner syndrome ในเด็กผู้หญิง 3) เด็กที่มีประวัติ small for gestational age (SGA) และยังมีการเจริญเติบโตต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อโตขึ้น กุมารแพทย์ควรให้ความรู้แก่ประชาชนว่า การใช้ growth hormone อาจเกิดผลข้างเคียงได้ และจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ สามารถสั่งจ่ายได้เฉพาะในโรงพยาบาลโดยกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อมไร้ท่อเท่านั้น สามารถอ่านบทความฉบับเต็มที่ได้ที่ https://www.thaipediatrics.org/5931/ 


ความปลอดภัยของวัคซีนในเด็ก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีกระแสข่าวการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนในเด็กทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีการกล่าวหาว่าวัคซีนทำให้เกิดภาวะออทิซึม (autism) และประเด็นคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารอะลูมิเนียมในวัคซีนบางชนิด และไทเมอโรซาลในวัคซีนที่บรรจุหลายโดส ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศคำชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว และยืนยันความปลอดภัยของวัคซีนในเด็ก และไม่ก่ออันตรายต่อร่างกาย รวมทั้งไม่ทำให้เกิดภาวะออทิซึม หรือโรคซนสมาธิสั้น หรือความผิดปกติทางพัฒนาการอื่น ๆ  กุมารแพทย์ควรให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้ปกครอง และเน้นย้ำความสำคัญของวัคซีนในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อปกป้องเด็กจากโรคติดเชื้อ ซึ่งอาจมีความรุนแรงหรืออาจถึงเสียชีวิตได้ สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.thaipediatrics.org/5942/ เช่นเดียวกับองค์กรวิชาชีพในต่างประเทศ ต่างก็ประกาศยืนยันความปลอดภัยของวัคซีน เช่น American Academy of Pediatrics ศึกษารายละเอียดได้ที่ https://www.aap.org/en/news-room/fact-checked/fact-checked-vaccines-safe-and-effect-no-link-to-autism/ 


ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคุณค่าทางโภชนาการของนมวัว

ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมามีประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเกี่ยวกับข้อมูลคลาดเคลื่อนในสื่อออนไลน์เรื่องคุณค่าทางโภชนาการของนมวัว อาการข้างเคียง รวมทั้งข้อมูลที่สร้างความสับสนระหว่างการแพ้โปรตีนนมวัว และภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำคำแนะนำในกรณีดังกล่าว มีประเด็นสำคัญโดยย่อดังนี้

  1. อาการข้างเคียงที่เกิดจากการบริโภคนมวัว แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ
    1. ภาวะแพ้โปรตีนนมวัว (Cow’s milk protein allergy/ CMPA) เป็นปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันต่อ “โปรตีน” ในนมวัว อาจเป็นการแพ้แบบเฉียบพลัน (ภายใน 1 – 2 ชั่วโมง) หรือแบบล่าช้า (48 – 72 ชม.) การวินิจฉัยอาศัยประวัติ ตรวจร่างกาย และการตอบสนองหลังงดโปรตีนนมวัว ซึ่งอาการจะหายหลังงดนมวัว และอาการจะกลับมาเป็นซ้ำเมื่อทดลองกินนมวัวอีก การทดสอบควรรอให้อาการหายดีแล้วประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ แต่ในรายที่อาการแพ้รุนแรง ควรทดสอบอย่างระมัดระวังในโรงพยาบาล หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การตรวจเลือดหา specific IgE ต่อโปรตีนนมวัว (สูงกว่า 5 kUA/L ในทารก หรือสูงกว่า 15 kUA/L ในเด็กมากกว่า 1 ปี) หรือทดสอบภูมิแพ้ที่ผิวหนัง (skin prick test) จะช่วยในการวินิจฉัยเฉพาะกรณีอาการแพ้ชนิด IgE-mediated ส่วนผู้ป่วยที่เกิดการแพ้ชนิด non-IgE mediated ผลการตรวจจะเป็นลบ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะส่งตรวจดังกล่าว
      การรักษาคือ การงดนมวัวและให้กินนมแม่ โดยที่แม่ควรงดนมวัวและผลิตภัณฑ์นมวัว หากไม่สามารถให้นมแม่ได้ ทารกต้องได้รับนมสูตรพิเศษที่ใช้รักษาภาวะแพ้โปรตีนนมวัว เช่น extensively hydrolyzed formula (eHF) เด็กอายุเกิน 1 ปี อาจให้ดื่มนมถั่วเหลืองที่เสริมแคลเซียมก็ได้ อย่างไรก็ตาม เด็กที่แพ้โปรตีนนมวัวอาจพบการแพ้นมถั่วเหลืองร่วมด้วยประมาณร้อยละ 10 – 25 ส่วนใหญ่เด็กหายจากการแพ้โปรตีนนมวัวเมื่ออายุ 1 – 4 ปี
    2. ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง ทำให้เกิดอาการทนน้ำตาลแล็กโทสไม่ได้  (lactose intolerance) เช่น ท้องอืด แน่นท้อง ปวดท้อง มีลมมาก ถ่ายเหลว สาเหตุเกิดจากเยื่อบุลำไส้เล็กสร้างเอนไซม์แล็กเทสลดลง  แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ภาวะพร่องเอนไซม์แล็กเทสชั่วคราว หรือเรียกว่า secondary lactase deficiency ซึ่งพบตามหลังการอักเสบติดเชื้อในลำไส้เล็ก (เช่น viral gastroenteritis) หรือโรคอื่น ๆ ที่ทำให้เยื่อบุลำไส้เล็กบาดเจ็บ การรักษาคือ รักษาโรคสาเหตุ  เมื่อพยาธิสภาพในลำไส้เล็กหายดี การย่อยแล็กโทสจะกลับมาเป็นปกติ ส่วนอีกกลุ่มได้แก่ ภาวะพร่องเอนไซม์แล็กเทสตามพันธุกรรม (late-onset lactase deficiency) พบในเด็กโตและผู้ใหญ่ ที่เยื่อบุลำไส้สร้างแล็กเทสได้ลดลงเมื่อเด็กโตขึ้น แนะนำให้ลดการบริโภคน้ำตาลแล็กโทสให้อยู่ในปริมาณที่ไม่ทำให้มีอาการ      
  2. นมผงที่ผลิตตามมาตรฐาน มีการเก็บและใช้งานอย่างถูกสุขลักษณะ รวมทั้งการละลายน้ำตามอัตราส่วนที่ถูกต้อง มีสารอาหารหลักและคุณค่าทางโภชนาการเช่นเดียวกันกับนมสด
  3. เด็กไทยอายุ 1 ปีขึ้นไป แนะนำให้เด็กดื่มนมวันละ 2 – 3 แก้ว เพื่อเสริมโปรตีน พลังงาน แร่ธาตุโดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลเซียมซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเสริมให้กระดูกแข็งแรง

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.thaipediatrics.org/6191/ 


แนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชนน์ พ.ศ. 2568

โรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชนน์ (Duchenne Muscular Dystrophy: DMD) เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงทางพันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก ส่งผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ แนวทางเวชปฏิบัติฯ พ.ศ. 2568 เน้นการดูแลผู้ป่วยให้ครอบคลุมและเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง การวินิจฉัย การรักษา การติดตามอาการ และการส่งต่อผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม
  • การตรวจทางพันธุศาสตร์ถือเป็นรากฐานสำคัญในการดูแลผู้ป่วย DMD กรณีที่สงสัยโรค DMD แนะนำให้ตรวจคัดกรองด้วยค่าเอนไซม์กล้ามเนื้อ CK ก่อน ค่ามักสูงเกิน 2,000 U/L จากนั้นแนะนำให้ส่งตรวจ multiplex ligation-dependent probe amplification (MLPA) for DMD gene ซึ่งสามารถตรวจพบการกลายพันธุ์ได้ประมาณร้อยละ 70 หากตรวจไม่พบความผิดปกติแนะนำให้ส่งตรวจ sequencing เช่น exome sequencing, gene panel หรืออาจพิจารณาตรวจ muscle biopsy ในบางกรณี – นอกจากนี้ มารดาและสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง ควรได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาพาหะของโรคต่อไป
  • แนวทางการรักษามาตรฐานคือ การให้ยา glucocorticoid ตั้งแต่เด็กเริ่มแสดงอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยทั่วไปอยู่ในช่วงอายุประมาณ 4 – 5 ปี และควรให้ยาต่อเนื่องตลอดชีวิต เป้าหมายของการรักษาคือ การรักษาระดับกำลังกล้ามเนื้อแขนและการใช้มือ รวมถึงชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ
  • ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจเป็นปัญหาสำคัญและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับแรกในผู้ป่วย DMD แนะนำให้พิจารณาใช้ยากลุ่ม ACEIs หรือ ARBs เป็นยาตัวแรกเมื่อผู้ป่วยโรค DMD เข้าได้กับข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้  1) เมื่ออายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป แม้ไม่มีอาการทางระบบไหลเวียนโลหิตหรือ LVEF ปกติ  2) เริ่มแสดงอาการหัวใจล้มเหลว หรือมี LVEF < 55%  3) มีหลักฐานความผิดปกติของหัวใจจากการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีต่าง ๆ

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://pa-ebook-f5.com/books/mmsf/  


วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก : ทางเลือกใหม่สำหรับป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก หรือ Live Attenuated Influenza Vaccine (LAIV) เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่ทำให้อ่อนฤทธิ์จนไม่สามารถทำให้เกิดโรครุนแรงได้ แต่ยังสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเหมือนการติดเชื้อตามธรรมชาติ ข้อมูลปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพของ LAIV มีความแปรผันตามฤดูกาลและความเหมาะสมของสายพันธุ์ไวรัสที่ใช้ในวัคซีนแต่ละปี ข้อได้เปรียบที่สำคัญของ LAIV คือ ไม่ต้องฉีด ลดความเจ็บปวดและความกลัวเข็มในเด็ก สามารถกระตุ้นทั้ง systemic และ mucosal immunity รวมถึง cell-mediated immunity ผู้ที่ได้รับ LAIV มี antibody response ที่ดีในบริเวณเยื่อเมือกโพรงจมูก ซึ่งอาจช่วยลด viral shedding และการแพร่เชื้อในชุมชนได้ (herd protection) ทั้งนี้ วัคซีนทั้งชนิดพ่นและชนิดฉีดช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดการนอนโรงพยาบาลได้ดีเช่นกัน แต่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้ในระดับปานกลาง

คำแนะนำการใช้วัคซีนชนิดนี้ สามารถใช้ได้ในเด็กและผู้ใหญ่อายุ 2 – 49 ปี โดยการพ่นเข้าจมูกทั้ง 2 ข้าง ข้างละ 0.1 มิลลิลิตร ผู้รับวัคซีนไม่จำเป็นต้องกลั้นหายใจขณะรับวัคซีน สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่ไม่เคยได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาก่อน ต้องให้ 2 ครั้ง โดยห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ และให้ปีละ 1 ครั้งในปีถัด ๆ ไป ส่วนผู้ที่เคยได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาก่อนแล้ว ให้วัคซีนปีละ 1 ครั้งทุกปี เช่นเดียวกับวัคซีนชนิดฉีด

อาการข้างเคียงที่พบได้ ได้แก่ น้ำมูกไหล คัดจมูก หรือมีไข้ต่ำ ๆ ซึ่งมักหายเองภายใน 1 – 3 วัน สำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำมูกมาก อาจพิจารณาเลื่อนการให้วัคซีนออกไป ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ เช่น oseltamivir และ zanamivir ภายใน 48 ชั่วโมงก่อนหรือ 14 วันหลังได้รับวัคซีน รวมถึงการใช้ baloxavir ภายใน 17 วันก่อนหรือ 14 วันหลังได้รับวัคซีน เนื่องจากการใช้ยาต้านไวรัสในช่วงเวลาดังกล่าวอาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง

ข้อห้ามการให้วัคซีนชนิดนี้ ได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิด wheezing ผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรง (anaphylaxis) ต่อส่วนประกอบในวัคซีน เช่น ประวัติแพ้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดฉีด ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง ผู้ป่วยตัดม้าม และผู้ดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ ผู้ป่วยโรคหอบหืดที่ควบคุมไม่ดีหรือมี wheezing ใน 12 เดือนที่ผ่านมา เด็กที่ได้รับยา aspirin หรือ salicylate เป็นประจำ และหญิงตั้งครรภ์

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.pidst.or.th/A1517.html


อัพเดทแนวทางการรักษาภาวะลำไส้แปรปรวน (irritable bowel syndrome, IBS) และ Functional abdominal pain–not otherwise specify (FAP-NOS) ในเด็ก พ.ศ. 2568

สมาคม ESPGHAN และ NASPGHAN ออกแนวทางปฏิบัติสำหรับการรักษา IBS) และ FAP‐NOS ในเด็กอายุ 4 – 18 ปี โดยเน้นการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและครอบครัวตั้งแต่แรกเพื่อให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับอาการปวดท้องที่มีความเชื่อมโยงระหว่างระบบทางเดินอาหารและสมอง การให้การวินิจฉัยเชิงบวก (ไม่จำเป็นต้องตรวจค้นมากเพื่อตัดโรคทางกายออกไปก่อนที่จะวินิจฉัย) ตระหนักถึงผลของ lifestyle และปัจจัยกระตุ้นอาการอื่น ๆ การตั้งเป้าหมายการรักษาที่เป็นจริง และอธิบายทางเลือกการรักษา นอกจากนี้ ยังเน้นว่า การปรับอาหาร แม้ดูเหมือนไม่มีอันตราย แต่การจำกัดอาหารอาจส่งผลเสีย โดยอาจทำให้เด็กเกิดความเครียด ขาดสารอาหาร และเสี่ยงต่อพฤติกรรมการกินผิดปกติ จึงควรใช้มาตรการนี้ด้วยความระมัดระวัง การใช้ยาแก้ปวด และ anticholinergic antispasmodics เพื่อช่วยบรรเทาอาการเป็นครั้งคราว ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนทั้งด้านประสิทธิผลและความปลอดภัย จึงควรใช้เท่าที่จำเป็น  โดยภาพรวม ยังมีหลักฐานการศึกษาค่อนข้างน้อยสำหรับการรักษาทั้ง 2 ภาวะ

คำแนะนำในการรักษาทั้ง 2 ภาวะ ตามระดับคุณภาพหลักฐาน ดังนี้
  1. การรักษาที่แนะนำอย่างยิ่ง (strong recommendation) ได้แก่ การบำบัดด้วยการสะกดจิตเชิงการรักษา (hypnotherapy) การปรับความคิดและพฤติกรรม (cognitive behavioral therapy, CBT)
  2. การรักษาที่อาจพิจารณา (conditional recommendation) ได้แก่ ยา enteric‐coated peppermint, amitriptyline, domperidone, cyproheptadine โพรไบโอติกส์แบบหลายสายพันธุ์ร่วมกับพรีไบโอติกส์ การรักษาด้วยการกระตุ้นไฟฟ้าผ่านผิวหนัง (percutaneous electrical nerve field stimulation)
  3. การรักษาที่ไม่แนะนำ เนื่องจากหลักฐานการศึกษาประสิทธิภาพยังไม่ชัดเจน ได้แก่ buspirone, mebeverine, drotaverine, citalopram รวมทั้งการเล่นโยคะ

การรักษาที่อาจพิจารณาเฉพาะใน IBS
เช่น ใยอาหารชนิดละลายน้ำ เช่น hydrolized guar gum, glucomannan, psyllium และ Lactobacillus rhamnosus GG ยาระบายใน IBS ชนิดท้องผูก และอาจพิจารณาใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการท้องเสียในเด็กที่เป็น IBS ชนิดท้องเสีย เช่น loperamide และ bile acid sequestrants

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่
Groen J, et al. J Pediatr Gastroenterol Nutr 2025;81:442-71.


เมื่อโลกเริ่มแบน social media: บทเรียนสำหรับกุมารแพทย์ไทย และทิศทาง Digital Literacy ในเด็กและวัยรุ่น

ช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ประเทศออสเตรเลียออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีบนแพลตฟอร์ม social media โดยแพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องป้องกันไม่ให้เด็กกลุ่มนี้สร้างหรือคงบัญชีใช้งาน มิฉะนั้นอาจถูกปรับเป็นเงินจำนวนมาก รัฐบาลให้เหตุผลว่ากฎหมายดังกล่าวมุ่งปกป้องเยาวชนจาก “predatory algorithms” ที่ออกแบบมาให้เกิดการเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสุขภาพจิตและพัฒนาการของเด็กและวัยรุ่นในยุคดิจิทัล ขณะเดียวกัน หลายประเทศในยุโรปเลือกใช้แนวทางกำหนดอายุขั้นต่ำในการใช้ social media ที่อายุ 13 – 16 ปี และบังคับให้ต้องมีความยินยอมจากผู้ปกครอง อย่างไรก็ตามนักวิชาการจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสังเกตว่า การ “ปิดสวิตช์” จำกัดการเข้าถึงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และอาจผลักให้เด็กเปลี่ยนไปใช้งานบนพื้นที่ออนไลน์ที่ผู้ใหญ่ตรวจสอบได้ยากขึ้น


ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยได้เสนอแนวคิด “ความฉลาดรู้เรื่องดิจิทัล (Digital literacy)”
เป็นแกนสำคัญในการดูแลเด็กยุคออนไลน์ โดยมีคำแนะนำในแต่ละช่วงวัยดังนี้

เด็กก่อนวัยอนุบาลและวัยอนุบาล (0 – 6 ปี)
  • เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ควรหลีกเลี่ยงสื่อจอทั้งหมด ยกเว้นการ video‑chatting กับคนใกล้ชิด
  • เด็กอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป เข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านจอที่มีคุณภาพสูงไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน ภายใต้การใช้ parental control applications การคัดกรองเนื้อหาทั้งหมดโดยผู้ปกครอง
วัยเรียน (6 – 12 ปี)
  • สร้างกติกาในครอบครัวที่ชัดเจนเรื่องเวลา สถานที่ และประเภทสื่อ เช่น ไม่ใช้จอในห้องนอน ระหว่างมื้ออาหารหรือขณะเดินบนถนน และให้เข้าถึงสื่อได้หลังจากทำกิจวัตรประจำวันและงานที่ได้รับมอบหมายเรียบร้อยแล้ว
  • ฝึกให้เด็กเริ่มประเมินข้อมูล การโฆษณา และผลกระทบของสื่อในโลกดิจิทัลได้อย่างถูกต้อง โดยมีผู้ปกครองคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
  • กระตุ้นให้เด็กเล่าเรื่องซ้ำจากเนื้อหาที่ดู เพื่อประเมินความเข้าใจ แก้ไขจุดที่เข้าใจคลาดเคลื่อน และเสริมเนื้อหาให้ครบถ้วนมากขึ้น
วัยรุ่น (13 – 21 ปี)
  • วัยรุ่นสามารถมีบัญชีและเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ได้ตามเกณฑ์อายุที่แต่ละแพลตฟอร์มกำหนด โดยอยู่ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันในครอบครัว ผู้ปกครองควรพูดคุยกับเด็กเป็นระยะเกี่ยวกับสื่อที่ใช้ ความปลอดภัย วิธีรับมือเมื่อถูกคุกคามทางไซเบอร์ และคอยเฝ้าติดตามอย่างเหมาะสม
  • สอนให้เด็กใช้สื่ออย่างมีความรับผิดชอบ สื่อสารอย่างปลอดภัย เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้อื่น และร่วมกันสร้างเนื้อหาดิจิทัลที่มีสาระภายใต้การกำกับดูแลของผู้ปกครอง โดยมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาทักษะและตัวตนเชิงบวกของวัยรุ่นในโลกดิจิทัล

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ แนวทางส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ใน : Health Supervision for Children and Adolescents 2025 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย หน้า 195-200


วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีในทารกแรกเกิด…มาตรการสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากแม่สู่ลูก

ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดประเด็นข้อเสนอของ Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP) ในสหรัฐอเมริกาว่า ไม่จำเป็นต้องให้วัคซีนการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเข็มแรกเกิดแก่ทารกที่แม่ไม่ได้เป็นพาหะ โดยอ้างอิงจากความชุกของโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV) ในหญิงตั้งครรภ์ต่ำมากในสหรัฐอเมริกาและความครอบคลุมของการตรวจคัดกรอง HBsAg ในหญิงตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลในวงวิชาการอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีหลักฐานเชิงระบาดวิทยาที่ชี้ชัดว่า การละเว้นวัคซีนเข็มแรกเกิดอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการติดเชื้อ HBV ในทารกอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในบริบทที่มีระบบคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ที่ดีแล้วก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การติดเชื้อใหม่ของมารดาในระหว่างตั้งครรภ์ ผลตรวจที่คลาดเคลื่อนเป็นผลลบลวง และทารกพลาดการรับวัคซีนตามกำหนดเวลาที่อายุ 2 เดือน หรืออาจมีหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี องค์กรวิชาชีพนานาชาติต่างก็ออกมาคัดค้านข้อเสนอของ ACIP สหรัฐอเมริกา และยืนยันความสำคัญของการให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีแก่ทารกแรกเกิดทุกรายภายใน 24 ชม.เป็นมาตรการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากแม่สู่ลูกที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ตามแนวทางองค์การอนามัยโลกที่ตั้งเป้าหมายกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบให้หมดในปี 2530

ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศจุดยืนยืนยันความสำคัญของการให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีแก่ทารกแรกเกิดทุกรายภายใน 24 ชม. เช่นเดียวกัน กรมควบคุมโรคยืนยันว่าประเทศไทยยังคงนโยบายให้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีแก่ทารกแรกเกิดทุกรายภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด ทั้งนี้ ชี้แจงว่าแนวทางดังกล่าว ไม่เปลี่ยนแปลงจากกระแสข่าวในสหรัฐอเมริกา และยังคงมีความสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก รวมถึงลดภาระโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับในระยะยาว.

อ่านรายละเอียดฉบับเต็ม


งานประชุมสาขากุมารเวชศาสตร์
ที่น่าสนใจ ปี 2569

 

ped-nutrition-2026

Hot Topics in Pediatric Nutrition 2026 วันที่ 22 – 23 มกราคม 2569 โรงแรม Landmark Sukhumvit Bangkok

 

ped-ID-2026

Update on Infectious Diseases วันที่ 11 – 13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมสุโกศล

 

BKK Inter Neonato Sym 2026

Bangkok International Neonatology Symposium 2026 วันที่ 11 – 13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมแชงกรีล่า

 

AAIAT 2026

AAIAT Annual Meeting 2026 วันที่ 23 – 25 มีนาคม 2569 ณ Centara Grand Central World

 

ped-91-2026

การประชุมใหญ่กุมารเวชศาสตร์ ครั้งที่ 91 วันที่ 23 – 25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมพีช โรงแรมรอยัลคลิฟ พัทยา

 

Real World Experience in Pediatric Pulmonology and Critical Care วันที่ 11 – 15 พฤษภาคม 2569 โรงแรม Grande Centre Point Lumphini

 

ACPN-2026

Asian Congress of Pediatric Nephrology 2026 วันที่ 12 – 14 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมสุโกศล

 

 

 

 

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก