CIMjournal
CIM Pulmo

อาจารย์ พญ. กิตติมา บ่างพัฒนาศิริ สาขาโรคปอด


ช่วงสายพันธุ์เดลต้าระบาด เป็นช่วงที่รู้สึกหนักมาก แต่ก็ภูมิใจที่เรามีส่วนช่วยหน่วยงาน ให้ผ่านพ้นสถานการณ์ที่หนักหน่วงนั้นไปได้

อาจารย์ พญ. กิตติมา บ่างพัฒนาศิริ
นายแพทย์เชี่ยวชาญ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ปอด
สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์
เหรัญญิก สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ


แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาโรคปอด

แรงบันดาลใจสำคัญของการที่อยากเป็นหมอเกิดขึ้นเมื่อครั้งเป็นเด็ก เนื่องจากต้องเข้าไปใช้บริการของโรงพยาบาลเป็นประจำ เพราะสมาชิกในครอบครัวคือ น้องชายเป็นโรคหอบหืด ซึ่งเกิดอาการกำเริบเป็นระยะ ทำให้ต้องไปรับการพ่นยาที่ห้องฉุกเฉินบ่อยครั้ง รวมทั้งในวัยเด็กของตัวเองก็ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากป่วยไข้ไม่สบายเช่นเดียวกัน โดยความรู้สึกที่จำได้ในตอนนั้นคือความยุ่งยากของขั้นตอนการเข้ารับการรักษา การใช้เวลารอคอยที่ค่อนข้างยาวนาน การได้เห็นคนจำนวนมากที่มีความทุกข์จากการเจ็บไข้ได้ป่วย ทำให้เกิดความคิดและเป็นแรงบันดาลใจในขณะนั้นว่า ถ้าเราเป็นหมอนอกจากเราจะได้ดูแลคนในครอบครัวแล้วยังได้ช่วยดูแลรักษาคนอื่น ๆ ด้วย

CIM-Pulmo-web-4

เส้นทางสู่อาชีพหมอเริ่มชัดขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงการเรียนระดับชั้นมัธยมที่โรงเรียนสตรีวิทยา เนื่องจากผลการเรียนพอที่จะบอกให้เรารู้ว่า เราพอจะไปได้และชอบเรียนวิชาชีววิทยามากกว่าในขณะที่ค่อนข้างไม่ถนัดในวิชาที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณ เช่น ฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์ ในที่สุดเราก็ก้าวเข้าสู่วิชาชีพแพทย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเป็นนักศึกษาแพทย์รุ่น 1 ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงกันในตอนนั้นว่า เป็นแพทย์พันธุ์ใหม่ ใช้รูปแบบการเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก ให้นักศึกษาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และใช้ชุมชนเป็นฐาน ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน ด้วยความแปลกใหม่ของแพทยศาสตร์ศึกษา ณ ช่วงเวลานั้น อาจทำให้เกิดความกังวลใจในระบบการเรียนการสอนบ้าง แต่จำได้ว่า รู้สึกท้าทายและสนุกสนานในการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ

ตามครรลองของแพทย์จบใหม่ ตอนนั้นจับฉลากได้ไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 อ. สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ถือว่าไม่ไกลบ้านมากเพราะตนเองเป็นคนจังหวัดนนทบุรี ช่วงนี้ของการเริ่มชีวิตการทำงานถือว่าได้ประสบการณ์ความเป็นแพทย์ค่อนข้างมาก จากแพทย์รุ่นพี่ และเพื่อนร่วมงานส่วนอื่น ๆ ได้ทำหัตถการหลาย ๆ อย่างเพิ่มเติมจากที่เคยทำและบางอย่างไม่เคยทำในช่วงเป็นนักศึกษาแพทย์ โดยทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ถึงแม้จะมีปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้นบ้างเป็นระยะ ๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา และถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากสำหรับการประกอบวิชาชีพแพทย์และการดำเนินชีวิตในระยะต่อ ๆ มา

หลังจากนั้นก็ย้ายเข้ามาใช้ทุนต่อปีที่ 2 ณ โรงพยาบาลโรคทรวงอกซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดบ้านเกิดคือ นนทบุรี จำได้จนถึงวันนี้ว่า เดินทางมาขออนุญาตพบท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลเพื่อขอมาทำงาน ซึ่งท่านก็เมตตารับไว้ และสถานที่แห่งนี้ ทำให้มีโอกาสได้ดูแลคนไข้โรคปอดจำนวนมาก และก็เป็นไปตามครรลองของการก้าวไปสู่แพทย์เฉพาะทางโรคปอด เริ่มตั้งแต่ได้รับทุนไปศึกษาต่อด้านอายุรกรรม และจากประสบการณ์ที่ได้ดูแลคนไข้โรคปอดมาก่อนรวมทั้งสถานที่ประกอบวิชาชีพคือโรงพยาบาลโรคทรวงอก ทำให้อาจารย์ผู้ใหญ่และผู้บังคับบัญชาได้ให้คำแนะนำให้เรียนต่อเฉพาะด้านโรคปอดและตัวเองก็ตัดสินใจไม่ยากว่าจะไปเส้นทางดังกล่าว


สิ่งที่ภูมิใจจากการเป็นแพทย์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา  

ความภูมิใจแรกน่าจะคล้ายกับแพทย์ท่านอื่น ๆ คือ นอกจากภูมิใจที่ได้ใช้อาชีพแพทย์ให้การดูแลรักษาคนไข้ที่เจ็บป่วยให้อาการดีขึ้น หายจากโรคภัยไข้เจ็บ กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว ยังภูมิใจที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ฝึกฝนร่ำเรียนมา ช่วยเหลือคนในครอบครัวรวมทั้งญาติพี่น้องเมื่อยามเจ็บไข้ไม่สบาย และได้ใช้การประกอบวิชาชีพแพทย์ สำหรับเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวตามสมควร

ความภูมิใจต่อมา เกี่ยวเนื่องกับการดูแลผู้ป่วยในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ในฐานะแพทย์โรคปอดของสถาบันโรคทรวงอก ซึ่งต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานการณ์โรคระบาดที่รุนแรงครั้งนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่สายพันธุ์เดลต้าระบาดซึ่งต้องให้คำปรึกษาและจัดการปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนอยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วยแต่ละรายมีอาการที่ค่อนข้างหนักมาก ทำให้ต้องประสานการทำงานกันหลายสาขา รวมทั้งต้องประสานความร่วมมือกันอย่างเต็มที่ทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหาร แม้แต่ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลยังได้ช่วยมารับและดูแลผู้ป่วยหนักด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่างานจะหนักมาก แต่ก็สร้างความภาคภูมิใจที่เราได้มีส่วนร่วมและสามารถทำให้สถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสผ่านพ้นไปได้ตามศักยภาพที่พวกเรามี และถึงแม้ว่าต้องร่วมกันทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจกันอย่างสุดความสามารถจนแทบจะไปไม่ไหวแต่สุดท้ายเมื่อผ่านปัญหาและอุปสรรคไปได้ ก็เป็นความภูมิใจของทั้งหน่วยงาน สถาบัน และหน่วยงานต้นสังกัดระดับต่าง ๆ

ถึงแม้ที่ผ่านมาตนเองจะทำหน้าที่ตามภารกิจที่รับผิดชอบโดยไม่หวังชื่อเสียงเกียรติยศใด ๆ แต่อดที่จะภาคภูมิใจไม่ได้กับเกียรติบัตรที่ได้รับมา สำหรับการเป็นบุคคลต้นแบบของกรมฯ ในเรื่องค่านิยมต้นแบบหัวข้อ Moving Together พร้อมก้าวไปด้วยกัน ในฐานะเป็นคนที่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี มีการรับฟังและเข้าใจปัญหา เข้าใจเพื่อนร่วมงาน จนสามารถทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้และในฐานะแพทย์ที่ต้องทำหน้าที่ศึกษาพัฒนาและสร้างองค์ความรู้หรือนวัตกรรมอยู่ตลอดเวลา จึงได้พยายามคิดริเริ่มงานใหม่ให้กับหน่วยงานที่ทำอยู่หลายอย่าง ที่เห็นเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การปฏิบัติแล้ว คือการที่ตนเองได้มีโอกาสเข้าไปดูแลงานติดเชื้อในกระแสเลือดหรือเซฟซิส (sepsis) โดยได้สร้างระบบในการดูแลเซฟซิสในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นงานใหม่ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากแพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่เกี่ยวข้องในหลายแผนกที่มีโอกาสร่วมกันดูแลคนไข้เซฟซิสเป็นอย่างดี โดยถึงแม้ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการสร้างระบบนี้ขึ้นมา แต่ผลที่ได้รับถือว่าประสบความสำเร็จอย่างคุ้มค่า เพราะทำให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลดลงตั้งแต่ปี 2559 – 2560 ซึ่งในปัจจุบันมีทีมแพทย์รุ่นน้อง เข้ามาช่วยงานเพิ่มขึ้น ร่วมกันปรับแนวทางต่าง ๆ ให้เหมาะสม ส่งผลให้การพัฒนาการดูแลผู้ป่วยเซฟซิสดีขึ้นตามลำดับ
.

“ได้สร้างระบบ
ในการดูแลเซฟซิส
โดยได้รับความร่วมมือ
จากหลาย ๆ ฝ่าย

 ทำให้อัตราการเสียชีวิต
ของผู้ป่วยลดลง
ตั้งแต่ปี 2559
จนมาถึงปัจจุบัน


ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ 

โดยส่วนตัวเชื่อว่ามี 2 ปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้ตนเองก้าวไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจ ปัจจัยแรกคือการเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นต่อการศึกษาและการปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบ เนื่องด้วยความฝันที่ต้องการเป็นหมอ ถึงแม้จะต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมากในการเรียนเพื่อเป็นแพทย์แต่ก็ไม่เคยย่อท้อต่อปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น ที่บอกว่าใช้เวลานานมากกว่าก็เพราะว่า ถึงแม้จะจบระดับมัธยมศึกษาเร็วกว่าปกติเนื่องจากการสอบเทียบ แต่ได้วุฒิปริญญาตรีรังสีเทคนิค ที่ ม.มหิดลเป็นใบแรกหลังจากใช้เวลาไป 4 ปีตามหลักสูตร จากนั้นก็มุ่งมั่นตามความฝันของตนเองด้วยการเข้าเรียนแพทย์ที่ธรรมศาสตร์ต่ออีก 5 ปี และที่บอกว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมากก็เนื่องจากเป็นนักเรียนแพทย์รุ่นแรก ของคณะที่เพิ่งเปิดใหม่ซึ่งหลายอย่างยังไม่ลงตัว ยังขาดความพร้อมในหลายเรื่อง ทั้งจำนวนอาจารย์ อุปกรณ์ และสถานที่ และยังจำเป็นต้องออกไปเรียนรู้และฝึกปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลภายนอก เมื่อย้อนคิดถึงช่วงเวลานั้น ถ้าตนเองไม่มีความมุ่งมั่น หรือถอดใจเสียก่อนก็คงมาไม่ถึงตรงนี้ ครั้นมาถึงช่วงทำงานก็ต้องใช้ความมุ่งมั่นพยายามในการริเริ่มงานใหม่ ๆ ยกตัวอย่างการริเริ่มงานใหม่คือการได้สร้างระบบการดูแลเซฟซิส โดยเป็นภารกิจท้าทายที่ตนเองซึ่งเป็นผู้ริเริ่มต้องแสดงความมุ่งมั่นให้ทุกคนเห็น เพราะภารกิจสำคัญลักษณะนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่ายหลายสาขา ซึ่งก็ได้ทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ปัจจัยที่สองที่นำไปสู่ความสำเร็จ คือการที่ตนเองเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพประนีประนอม ช่วยให้การทำงานการประสานงาน การนำข้อมูลของทุกฝ่ายมาหารือและช่วยกันตัดสินปัญหา ให้ได้ข้อสรุปเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติร่วมกันในการทำงานเป็นทีม เชื่อว่าตนเองเป็นผู้ที่พร้อมรับฟังปัญหาของทุก ๆ คน เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาที่ลงตัวร่วมกันสำหรับทุกคน   


กว่าที่จะประสบความสำเร็จ เจออุปสรรคอะไรมาบ้าง และเอาชนะอย่างไร

ถ้าพูดถึงปัญหาและอุปสรรค มีอยู่ 2 เรื่องหลักที่อยากจะเน้นย้ำเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์แบบเล่าสู่กันฟัง เรื่องแรก เป็นอุปสรรคที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วย สืบเนื่องจากภาระงานของหมอโรคปอดก็น่าจะคล้ายคลึงกับหมอโรคอื่นๆ คือบ่อยครั้งที่ต้องสื่อสารกับญาติหรือผู้ที่ดูแลผู้ป่วยมากกว่าสื่อสารกับตัวผู้ป่วยเองเนื่องจากสาเหตุหรือข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น ตัวผู้ป่วยเองไม่สามารถรับรู้ข้อมูลได้อย่างเต็มที่หรือตัวผู้ป่วยไม่อยู่ในสภาพที่ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากอาการของโรค ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างญาติกับทีมแพทย์และผู้เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องการร้องเรียนหรือการฟ้องร้องตามมาและมีแนวโน้มมากขึ้น ซึ่งตนเองได้พยายามแก้ไขด้วยการสื่อสารและทำความเข้าใจให้มากขึ้น โดยยึดหลักการสื่อสารที่ชัดเจนในการให้ข้อมูลที่เป็นความจริงอย่างตรงไปตรงมาเป็นระยะ ๆ เพื่อป้องกันและลดความขัดแย้งหรือความไม่เข้าใจกันระหว่างญาติและทีมบุคลากรผู้ให้การดูแลรักษา ซึ่งก็ได้ผลดีในระดับหนึ่ง

ปัญหาและอุปสรรคเรื่องที่สอง เป็นอุปสรรคในการทำงานทั่ว ๆไป ซึ่งเชื่อว่าปัญหาและอุปสรรคในลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกหน่วยงาน โดยความเห็นส่วนตัวคิดว่าการที่ผ่านปัญหาและอุปสรรคในลักษณะนี้มาได้ เพราะพยายามยึดหลักในการปฏิบัติตนให้เป็นคนที่เปิดใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น โดยคิดและเตือนตนเองอยู่เสมอว่าตนเองอาจไม่ได้เป็นฝ่ายถูกเสมอไป จำเป็นต้องฟังและทบทวนความเห็นจากหลาย ๆ ฝ่าย และหาข้อสรุปร่วมกันที่สามารถนำไปเป็นแนวปฏิบัติร่วมกันเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้ 


ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากกลับไปปรับปรุงเรื่องใด 

ยืนยันว่าไม่มีเรื่องไหนที่อยากกลับไปปรับปรุงหรือแก้ไขเป็นพิเศษ ที่กล้ายืนยันเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากความคิดที่ว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ แต่คิดว่าการตัดสินใจที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ได้มีการคิดวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจในขณะนั้นแล้ว โดยเชื่อว่า ณ บริบทของสถานการณ์และสภาพแวดล้อมในขณะนั้น จำเป็นต้องตัดสินใจในลักษณะที่ได้ทำไป จะถูกหรือผิด ก็ได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขไปตามความเหมาะสมแล้ว หลักสำคัญที่ตนเองได้ใช้ในการดำเนินชีวิตคือ การทบทวนตัวเองอยู่เสมอ โดยพิจารณาดูว่าเราสามารถทำอะไรให้ดีกว่านี้ได้อีกไหม ต้องแก้ไขหรือปรับปรุงอะไรเพื่อทำให้ได้ดีกว่าเดิม ถ้าพบปัญหาก็พยายามค้นหาแนวทางลดหรือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต


บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิต 

ในฐานะที่เคยเป็นนักศึกษาแพทย์และทำงานเป็นหมอปอดในปัจจุบัน บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิต คือ ศาสตราจารย์ พญ. สุมาลี เกียรติบุญศรี ซึ่งอาจารย์เป็นอดีตนายกสมาคมอุรเวชช์ฯแห่งประเทศไทย อาจารย์เป็นต้นแบบให้กับเราในการดูแลคนไข้แบบองค์รวม โดยท่านไม่ได้ให้การวินิจฉัยโรคจาการดูแค่เพียงผล แล็บหรือ เอกซเรย์ แต่ท่านจะลงรายละเอียดในเรื่องของอาการต่าง ๆ การตรวจร่างกาย รวมถึงดูแลระบบอื่นร่วมไปด้วย นอกจากนี้อาจารย์ยังเป็นต้นแบบให้กับตนเองในการถ่ายทอดความรู้ ท่านมีความเป็นครูสูงมาก ท่านจะสอนลูกศิษย์แพทย์อยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ในขณะนี้ท่านจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ท่านก็ยังมาช่วยงานสมาคมฯ มาช่วยสอนแพทย์ประจำบ้านอยู่อย่างต่อเนื่อง  

ในด้านการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหน่วยงานในสังกัดกรมการแพทย์ บุคคลต้นแบบในการทำงาน  คือ ท่านอธิบดีสมศักดิ์ อรรถศิลป์ ซึ่งท่านถือเป็นผู้บังคับบัญชาตามสายงาน ความเป็นต้นแบบของท่านคือในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ท่านได้ลงมาดูแลปัญหาต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งปัญหาสำคัญในขณะนั้นคือการขาดแคลนเตียงคนไข้ ท่านใช้วิธีการไปเยี่ยมเยียนตามโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อดูความพร้อมและเปิดให้เป็นโรงพยาบาลสนาม  ท่านมิได้เป็นผู้บริหารที่ทำงานอยู่แต่ในห้องยามเมื่อมีปัญหา แต่ท่านจะลงพื้นที่มาอยู่หน้างานร่วมกับผู้ปฏิบัติอย่างพวกเรา ท่านย้ำข้อคิดเกี่ยวกับการทำงานกับทีมสุขภาพว่าให้ดูแลคนไข้ให้ดีที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัว (work-life balance)ให้เหมาะสม โดยท่านเน้นย้ำเสมอกับพวกเราว่า เรามีหน้าที่ดูแลผู้ป่วย แต่เราต้องไม่ละเลยในการดูแลตัวเองและครอบครัวด้วย


คติหรือหลักการในการดำเนินชีวิต  

พยายามทำให้ดีที่สุดในวันนี้ เพื่อที่จะได้ไม่เสียใจในวันข้างหน้า


มองการแพทย์ไทยในอนาคตเป็นอย่างไร

การที่มีสถานการณ์โควิด 19 ทำให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือดิจิตอลมีบทบาทมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากการที่แพทย์ไม่เคยต้องตรวจคนไข้ทางไกล ก็มีการเซ็ตระบบเทเลเมดิซีน (telemedicine) แพทย์ก็ต้องตรวจ สอบถามอาการกันทางไกล มีการส่งยาทางไปรษณีย์ รวมทั้งมีการประชุม สัมมนา อบรมต่าง ๆ ผ่านทางออนไลน์ โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปด้วยตัวเอง ซึ่งในอดีตถ้าต้องการประชุมวิชาการในต่างประเทศ เราก็ต้องเดินทางไปสถานที่ประชุมนั้นๆ แต่ในปัจจุบันทุกอย่างสามารถออนไลน์ได้ ทำให้เรามีโอกาสเรียนรู้ ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และเรียนรู้พร้อมกับคนทุกมุมโลก  คงปฏิเสธไม่ได้อย่างแน่นอนว่าแนวทางปฏิบัติของแพทย์รุ่นใหม่ ๆ จำเป็นต้องพัฒนาตัวเองให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากหยุดการเรียนรู้หรือหยุดการปรับเปลี่ยนตัวเองก็อาจจะไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น


ข้อแนะนำสำหรับแพทย์รุ่นใหม่ ให้ประสบความสำเร็จ 

สำหรับภารกิจหน้าที่ของวิชาชีพแพทย์ นอกจากการดูแลผู้ป่วยตามความรู้ความสามารถแล้ว สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่รวดเร็ว และด้วยยุคเทคโนโลยีการสื่อสารสนเทศในปัจจุบัน จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับผู้ป่วยและญาติ ไม่น้อยไปกว่าการให้การรักษา และเชื่อว่าหากสื่อสารได้ชัดเจนและตรงไปตรงมาในระดับหนึ่งแล้ว ปัญหาความขัดแย้งหรือการฟ้องร้องก็จะลดลง และประการสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นแพทย์ยุคไหน พระราชปณิธานของพระบิดาที่พระราชทานเป็นแนวปฏิบัติให้พวกเราว่า “ให้ยึดประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง และประโยชน์ส่วนตนเป็นกิจที่สองแล้ว ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็จะตามมาเอง” ยังเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องยึดถือปฏิบัติและเตือนสติตนเองอยู่ตลอดเวลา

สำหรับแพทย์สาขาโรคปอด พวกเรายังคงต้องเผชิญความท้าทายใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา หลักฐานเชิงประจักษ์ทั้ง โควิด 19 ทั้งฝุ่น PM 2.5 เป็นตัวอย่างของสถานการณ์ที่บอกพวกเราว่า พวกเรายังต้องพร้อมเผชิญกับสถานการณ์ที่เกี่ยวกับโรคปอดตลอดเวลา ทั้งอุบัติการณ์ของโรคอุบัติใหม่ ทั้งสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อภาวะสุขภาพ  ดังนั้น แพทย์โรคปอดในปัจจุบันต้องปรับตัวโดยการเรียนรู้ให้ทันอยู่ตลอดเวลาสำหรับสถานการณ์ในอนาคต และพร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ในการเรียนรู้ให้กับแพทย์โรคปอดรุ่นต่อไป

 

 

 

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก